ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน

มนุษย์มีกรรมเหมือนสัตว์อื่นๆ แต่มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียว ที่เปลี่ยนแปลงกรรมได้

 

เพราะมนุษย์มีความคิด ความรู้สึก เลือกที่จะทำอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะดี หรือจะชั่ว

ไม่ว่ากรรมเก่าเราจะทำให้ชีวิตชาตินี้เราจะตกทุกข์ได้ยากเพียงใด

เราก็สามารถอดทน ขยัน และเปลี่ยนแปลงชีวิตในทางที่ดีได้เช่นกัน

 ขงเบ้ง

ตายจากชาติที่แล้ว เกิดมาใหม่ในชาตินี้ ก็เปรียบเหมือน การนอนหลับแล้วตื่นขึ้นมาวันใหม่

เมื่อวาน ขี้เกียจ ไม่ไปเดินเร่ขายของ จึงไม่มีรายได้

แต่วันนี้ ตื่นมาพร้อมความไม่มีเงินเหมือนเดิม แต่ตั้งมั่นว่าจะขายของ และก็ออกเดินเร่ขายของ จึงทำให้วันนี้มีเงิน

 

นี่คือการเปลี่ยนแปลงกรรม หรือเรียกว่า ลิขิตชีวิตตัวเองจากมานะของตนเอง โดยปราศจากการอ้อนวอนแล้วนั่งนอนรอผู้บันดาล

ดังนั้นมนุษย์ไม่เหมือนกับสัตว์เดรัจฉาน ที่มีวิถีชิวิตเป็นรูปแบบ ไม่สามารถทำอะไรได้ เกิดมาชาติหนึ่ง รู้จักแต่เพียง กิน ถ่าย ผสมพันธุ์ นอน เท่านั้นเอง

แต่ก็มีมนุษย์หลายคน ทำตัวเหมือนสัตว์เดรัจฉาน และบ่นถึงชีวิตตัวเองว่าเกิดมาอาภัพ ทุกสิ่งไม่เพรียบพร้อมได้แต่ อ้อนวอนผู้บันดาล แล้วนั่งงอมืองอเท้ารอไปวันๆ

การผ่าตัดอารมณ์

คงจะต้องมีเรื่องมากมายมาเล่าเกี่ยวกับเรื่องของอารมณ์ ครั้งก่อนผมได้เขียนถึงการบายพาสเส้นทางของอารมณ์มาแล้ว ในครั้งนี้อยากจะเขียนถึงเรื่องของอารมณ์ในอีกประเด็นหนึ่ง นั่นก็คือเรื่องของ “การผ่าตัดทางอารมณ์” ด้วยเหตุที่ผมเป็นหมอผ่าตัด เมื่อมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการผ่าๆ ตัดๆ ก็ย่อมเป็นที่สนใจของผมเสมอ…..ทั้งนี้ไม่ยกเว้นแม้แต่เรื่องของอารมณ์ และแม้จะเป็นศัพท์ที่ดูจะดุเดือดไปสักหน่อยก็คิดว่าการใช้คำว่า “การผ่าตัดทางอารมณ์” จะสามารถสื่อความหมายและให้ความเข้าใจกับคนสมัยใหม่ได้ดีพอสมควร

อย่างไรก็ตามในความหมายของคำว่า “ผ่าตัดทางอารมณ์” ที่ว่านี้ออกจะไม่เหมือนกับความหมายของการผ่าตัดที่คนทั่วไปเข้าใจเสียทีเดียว เช่นการผ่าตัดเอาเนื้องอกออกหรือการผ่าตัดเพื่อเย็บซ่อมอวัยวะที่ชำรุดจากโรคหรืออุบัติเหตุ แต่การผ่าตัดทางอารมณ์ดูๆ ไปจะเหมือนกับการผ่า (อารมณ์) และ “แบะ” ออกเฉยๆ มากกว่า หรือจะใช้เป็นคำว่า “ตัดผ่าน” (อารมณ์) ก็พอได้เป็นแบบ Emotionotomy มากกว่าที่จะเป็นแบบ Emotionectomy คือในความหมายของการผ่าตัดทางอารมณ์ที่ว่านี้ผมนำพื้นความคิดมาจากเทคนิคหนึ่งในสามของสถาบัน HeartMath ซึ่งได้เกริ่นถึงมาบ้างแล้วในบทความครั้งก่อนๆ นั่นก็คือเทคนิค CUT-THRU ซึ่งคำว่า “CUT-THRU” นั้นมีความหมายถึง Cut through the Emotion คือการตัดผ่านอารมณ์นั่นเอง

Read the rest of this entry »

การรักษาศีล

การรักษาศีล….คือการรักษาศีลธรรม ที่ต้องทำกันให้เป็นปกติ ศีลนั้นมีหลายระดับตั้งแต่ ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 และศีล 227 ซึ่งการรักษาศีลเป็นการเพียรพยายามเพื่อระงับโทษทางกายและวาจา เป็นการบำเพ็ญบุญบารมีทีสูงขึ้นกว่าการให้ทานซึ่งการถือศีลก็ยังได้บุญมากน้อยต่างกันไปตามลำดับของศีลดังนี้

การให้อภัยทาน แม้จะมากถึง 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถือศีล 5 แม้จะได้ถือเพียงครั้งเดียวก็ตาม

การถือศีล 5 แม้จะมากถึง 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถือศีล 8 แม้จะถือเพียงครั้งเดียวก็ตาม

การถือศีล 8 แม้จะมากถึง 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถือศีล 10 คือการบวชเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนาแม้จะบวชมาได้แต่เพียงวันเดียวก็ตาม

การบวชเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา แล้วรักษาศีล 10 ไม่ให้ขาด ไม่ด่างพร้อย แม้จะนานถึง 100 ปี ก็ยังได้บุญน้อยกว่าผู้ที่ได้อุปสมบทเป็นพระในพระพุทธศาสนามีศีลปาฏิโมกข์สังวร 227 แม้จะบวชมาได้เพียงวันเดียวก็ตาม

ความท้อแท้ อย่านำมาขังใจให้เกิดทุกข์

“เราต้องรู้จักเรียนรู้ ความทุกข์

สนุกที่จะยกมันออกจากใจ

และ ถ่ายเทมันออกไปจากชีวิต”

 

คนเราทุกวันนี้ใช้ชีวิตกันหนักขึ้น หนักในที่นี้ไม่ได้หมายความแค่ต้องเรียนหนัก หรือว่าทำงานหนัก อาจจะรวมไปถึงการอยู่ร่วมกับคนในสังคม การร่วมใช้ความรักกับคนรัก หรือไม่ก็เรื่องเที่ยวเตร่สรวลเสเฮฮาด้วยก็ได้

พอคนเราเอาชีวิตไปใช้กับอะไรหนักๆ แบบนั้นแล้ว เมื่อหันหนักมากขึ้นเรื่อยๆ เราจะเริ่มสัมผัสได้ถึงความเหนื่อย ความอ่อนล้า ความท้อแท้ใจ เหนื่อยมากๆเข้า สักพักมันก็กลายเป็นความทุกข์ ทุกข์ที่ถูกสะสมเลยทำให้เรารู้สึกหวั่นไหว ใจเลยคว้างไม่มีหลักยึด และไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง

เรียนหนักก็ทุกข์ ทำงานหนักก็ทุกข์ มีความรักก้อยังทุกข์ อยู่กับคนหมู่มากยิ่งเป็นทุกข์ เที่ยวกลางคืนที่ดูเหมือนจะสนุก สุดท้ายแล้วบางทีต้องเก็บความทุกข์กลับบ้านไปด้วย นี่ยิ่งทุกข์เข้าไปใหญ่ เลยขออนุญาตหยิบเอาคำพูดดีๆ จากแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ในหนังสือก้าวแห่งอย่างแห่งปัญญามาบอกเล่าต่อ เพื่อจุดประกายความคิดให้กับคนที่กำลังเป็นทุกข์ ได้มองเห็นความจริงอะไรบางอย่าง แม่ชีศันสนีย์

กล่าวว่า…

ทุกข์มีไว้ให้เห็น ทุกข์ไม่มีไว้ให้เป็น

คนส่วนมากมักจะ “เป็น” ทุกข์

มีเพียงส่วนน้อยที่จะ “เห็น” ทุกข์

Read the rest of this entry »

อุบายทำให้จิตสงบ 10 ประการ

ยิ่งกว่าสุขเมื่อจิตเป็นอิสระ ของ ดร.สนอง วรอุไร กล่าวถึง อุบายทำให้จิตสงบ 10 ประการ ดังนี้

1. มักน้อย

ในฐานะที่เป็นผู้ปฏิบัติเราต้องมักน้อย ปรารถนาน้อย

เหมือนพระที่พอใจในอัฐบริขารเพียง 8 ประการ

เมื่อมักน้อยแล้วจิตจะนิ่งง่าย

เพราะสิ่งกระทบใจให้เกิดความโลภ โกรธ หลงลดน้อยลง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการกิน หากรู้จักกินอย่างพอดี

เพียงแค่พอให้ร่างกายนี้อยู่ได้เพื่อปฏิบัติธรรม

ความอิ่มที่พอดีย่อมจะเกื้อกูลการปฏิบัติ

ไม่ใช่สร้างความง่วงเหงาหาวนอนมาขัดขวาง

เหมือนกับการกินจนพุงกางด้วยความมักมาก

หรือติดใจในรสชาติแล้วกินมากจนเกินอิ่ม

Read the rest of this entry »

เงินไม่ใช่ทุกสิ่ง

แม้เงินจะทำให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ แต่ไม่สามารถทำให้คนเรามีความสุขเพิ่มขึ้น แม้เงินจะซื้อสิ่งของเครื่องใช้มาสนองความต้องการได้ แต่มิได้หมายความว่าจะทำให้คนเรามีความสุขเพิ่มขึ้น และการที่มีเงินเพิ่มขึ้น 1 เท่า ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจะทำให้มีความสุขเพิ่มขึ้น 1 เท่า

เงินซื้อทุกสิ่งไม่ได้ ดังนั้น จงอย่าทำทุกสิ่งเพื่อเงิน แต่จงทำเพื่อความสุขใจและสร้างคุณค่าของสิ่งนั้นๆ แม้จะเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ ก็ตาม แล้วชีวิตของเราก็จะชุ่มชื่นมีความสุขได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินตรา

“It is not how much we have,

but how much we enjoy, that makes happiness.”

“มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า เราจะมีมากเท่าใด

แต่การมีความสุขขึ้นอยู่กับว่า เราพอใจแค่ไหน”

• เงินสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ แต่ไม่ใช่บ้าน (ครอบครัว)

• เงินสามารถซื้อเตียงได้ แต่ไม่ใช่การนอนหลับ

• เงินสามารถซื้อนาฬิกาได้ แต่ไม่ใช่เวลา

• เงินสามารถซื้อหนังสือได้ แต่ไม่ใช่ความรู้

• เงินสามารถซื้อตำแหน่งได้ แต่ไม่ใช่ความนับถือ

• เงินสามารถจ่ายค่าหมอได้ แต่ไม่ใช่การมีสุขภาพที่ดีได้

• เงินสามารถซื้อเลือดได้ แต่ไม่ใช่ชีวิต

• เงินสามารถซื้อเซ็คซ์ได้ แต่ไม่ใช่ความรัก

 

คนเราเกิดมาเพื่ออะไร

คนเราเกิดมาเพื่ออะไร หลายๆคนคงยังเกิดคำถามนี้ในใจนะครับ

เราเกิดมาเพื่อ 

๑. ขั้นสูงสุด (ปรมัตถ์) เกิดมาเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง

ที่สุดแล้ว เราเกิดมาเพื่อสร้างความดี สั่งสมความดีจนเกิดและเจริญขึ้นเป็นบารมี บารมีเต็มขั้นเพียงใดก็ทำที่สุดแห่งทุกข็ได้ บรรลุเป็นพระอรหันต์ เป็นพระพุทธเจ้า นี้คือจุดประสงค์สูงสุด

พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ก่อนที่ท่านจะตรัสรู้ จะบรรลุธรรมอันวิเศษนี้ ได้ ท่านก็เหมือนเราๆ ท่านๆ นี่ละ คลำทางไม่ถูก ให้คำตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน เวียนว่ายตายเกิด ในอัตตภาพต่างๆ เป็นหญิงเป็นชาย ทำดี ทำชั่ว ทำบุญ ทำบาป เป็นคน เป็นสัตว์ สุขบ้างทุกข์บ้าง เป็นสัตว์นรก เป็นเปรต ฯลฯ เป็นมาทุกอย่างแล้ว… จนเกิดปัญญา หาข้อยุติว่า เราเกิดมาแล้วมันก็เท่านี้เอง จะเกิดมาเป็นคน ได้ยศสูง เป็นกษัตริย์ เป็นนายพัน เป็นเจ้าคนนายคน จนเป็นคนเทหยากเยื้อเชื้อฝอยข้างถนน มันก็ไม่คงที่ซักที่ เกิดเป็นอะไร มันก็ตายยหมด ทิ้งหมดเลยยยย… จับอะไรเอาเป็นสาระแก่นสารไม่ได้เลยยยยย… ตัวตนที่แท้จริงเราอยู่ไหนกันละ เราเป็นใครกันแน่

ถึงตอนนี้ซักอยากจะหาความเป็นแก่นสารสาระให้กับตนแล้ว ความเป็นตัวเป็นตนเราจริงๆ มีไหมแบบที่คงที่ [ตาทิโน] มีไหม ? ก็เริ่มแสวงหาแล้ว ที่โบราณเรียกว่า “แสวงหาความหลุดพ้น” หลุดพ้นจากตรงนี้ละ [เพราะเบื่อสภาพที่บรรยายมานี่ละ]

 

แต่ว่า คนที่ยังไม่เบื่อ [หลงในความสุขแบบโลกๆ ที่ไม่ยั่งยืน] ก็ยังไม่อยากไป เพราะยังไม่เห็นทุกข์ ก็จะพากันเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้ละ สุขๆ ทุกข์ๆ… จนกว่าจะเบื่อหน่ายยยยยยย ในที่สุด ก็จะพากันมาสร้างความดี สร้างบารมี ไปพระนิพพานกันหมด

 

๒. เกิดมาเพื่อสร้างความดี

คนทุกคนปรารถนาความสุข ความเจริญกันทั้งนั้น อะไรละ ? ที่เป็นเหตุแห่งความสุข ความเจริญ ความดีไงละ ถ้าไปสร้างความชั่ว ก็เป็นทุกข์เดือดร้อน

 ๓. เกิดมาเพื่อละความชั่ว บาปอกุศลทั้งหลาย

ถ้าไม่อยากได้รับความทุกข์เดือดร้อนทั้งหลาย ก็อย่าทำความชั่ว

การเจริญสติแบบง่ายๆในชีวิตประจำวัน

การ เจริญสตินี้ต้องทำมากๆ ทำบ่อยๆ นั่งทำก็ได้ นอนทำก็ได้ ขึ้นรถลงเรือทำได้ทั้งนั้น เวลาเรานั่งรถเมล์ นั่งรถยนต์ก็ตาม เราเอามือวางไว้บนขา พลิกขึ้นคว่ำลงก็ได้ หรือเราไม่อยากพลิกขึ้นคว่ำลง

เราเพียงเอานิ้วมือสัมผัสนิ้วอย่างนี้ก็ได้ สัมผัสอย่างนี้ให้มีความตื่นตัว ทำช้าๆ หรือจะกำมือเหยียดมืออย่างนี้ก็ได้ ไปไหนมาไหนทำเล่นๆ ไป ทำมือเดียว อย่าทำพร้อมกันสองมือ ทำมือขวา มือซ้ายไม่ต้องทำ ทำมือซ้าย มือขวาไม่ต้องทำ

เรา ทำการทำงานอะไรให้มีความรู้สึกตัว เช่น เราเป็นครูสอนหนังสือ เวลาเราจับดินสอเอามาเขียนหนังสือ เรามีความรู้สึกตัว เขียนหนังสือไปแล้วเราก็รู้ อันนี้เป็นการเจริญสติแบบธรรมดาๆ เป็นการศึกษาธรรมะกับธรรมชาติ เวลาเราทานอาหาร เราเอาช้อนเราไปตักเอาข้าวเข้ามาในปากเรา เรามีความรู้สึกตัว ในขณะที่เราเคี้ยวข้าว เรามีความรู้สึกตัวว่ากลืนข้าวเข้าไปในลำคอไปในท้อง เรามีความรู้สึกตัว อันนี้เป็นการเจริญสติ

คำ ว่า “ให้ทำอยู่ตลอดเวลานั้น” (คือ) เราทำความรู้สึกตัว ซักผ้า ถูบ้าน กวาดบ้าน ล้างถ้วยล้างจาน เขียนหนังสือหรือซื้อขายก็ได้ เพียงเรามีความรู้สึกเท่านั้น แต่ความรู้สึกอันนี้แหละมันจะสะสมเอาไว้ทีละเล็กละน้ อย เหมือนกับเราที่มีขันหรือมีโอ่งน้ำ ฝนตกลงมา ตกทีละนิด ทีละนิด เม็ดฝนน้อยๆ ตกลงนานๆ แต่มันเก็บได้ดี น้ำก็เลยเต็มโอ่งเต็มขันขึ้นมา

อัน นี้ก็เหมือนกัน เราทำความรู้สึก ยกเท้าไปยกเท้ามา ยกมือไปยกมือมา เรานอนกำมือ เหยียดมือ ทำอยู่อย่างนั้น หลับแล้วก็แล้วไป เมื่อตื่นนอนขึ้นมาเราก็ทำไป เรียกว่าทำบ่อยๆ อันนี้เรียกว่า เป็นการเจริญสติ

จากหนังสือคู่มือการทำความรู้สึกตัว

หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ (พันธ์ อินทผิว)

คิดดี คิดในแง่บวก จาก หลวงพ่อดีเนาะ

พระเทพวิสุทธาจารย์ (หลวงปู่ดีเนาะ)

วัดมัชฌิมาวาส อ.เมือง จ.อุดรธานี

พระเทพวิสุทธาจารย์ (หลวงปู่ดีเนาะ)

พระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณโณ อดีตสมภารวัดป่าชิคาโก แสดงธรรมไว้หลายธรรมมาสน์คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย (สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี) ฟังแล้วติดใจ เอามาพิมพ์เป็นหนังสื่อ ชื่อ หักหอกเป็นดอกไม้

เรื่องหนึ่งที่ท่านเทศน์ เป็นเรื่องของหลวงพ่อวัดหนึ่ง ซึ่งขึ้นชื่อลือชากันว่า ท่านเป็นพระที่มีแต่ความสุข ไม่เคยมีความทุกข์

วัน หนึ่ง โยมมานิมนต์ท่านไปเทศน์ที่บ้าน บอกท่านว่าจะมารับแต่เช้า หลวงพ่อก็นั่งรอจนสายโยมก็ไม่มาสักที

Read the rest of this entry »

ปฏิทิน-ปฏิธรรม 2555 โดย ว.วชิรเมธี

เราพลิกปฏิทินเพื่อดู วัน เดือน ปี และระบุกำหนดนัดหมายหลากหลายกิจกรรมของชีวิต

ลงบนปฏิทินอยู่เสมอ นอกจากนี้แล้ว ในบางกรณี วันเดือนปีในปฏิทินก็ถูกใช้ในฐานะ
เป็นจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของการรอคอย สำหรับใครบางคนกับบางภารกิจ
ดูเหมือนว่าประโยชน์ที่เราได้รับจากปฏิทินจะมีอยู่เพียงแค่นั้น
เป็นเวลานานเหลือแสนที่เราพลิกปฏิทิน แต่เราไม่เคยพลิกชีวิต
จะเกิดอะไรขึ้น หากทุกครั้ง ทุกวัน และทุกเดือนที่เราพลิกปฏิทิน
เรามีสิทธิ์พลิกวิธีที่เราคิด วิธีที่เราพูด วิธีที่เราทำงาน และวิธีที่เราดำรงชีวิตให้ดียิ่งขึ้นไปกว่าเดิม
พลิกปฏิทิน พลิกชีวิต