ความท้อแท้ อย่านำมาขังใจให้เกิดทุกข์

“เราต้องรู้จักเรียนรู้ ความทุกข์

สนุกที่จะยกมันออกจากใจ

และ ถ่ายเทมันออกไปจากชีวิต”

 

คนเราทุกวันนี้ใช้ชีวิตกันหนักขึ้น หนักในที่นี้ไม่ได้หมายความแค่ต้องเรียนหนัก หรือว่าทำงานหนัก อาจจะรวมไปถึงการอยู่ร่วมกับคนในสังคม การร่วมใช้ความรักกับคนรัก หรือไม่ก็เรื่องเที่ยวเตร่สรวลเสเฮฮาด้วยก็ได้

พอคนเราเอาชีวิตไปใช้กับอะไรหนักๆ แบบนั้นแล้ว เมื่อหันหนักมากขึ้นเรื่อยๆ เราจะเริ่มสัมผัสได้ถึงความเหนื่อย ความอ่อนล้า ความท้อแท้ใจ เหนื่อยมากๆเข้า สักพักมันก็กลายเป็นความทุกข์ ทุกข์ที่ถูกสะสมเลยทำให้เรารู้สึกหวั่นไหว ใจเลยคว้างไม่มีหลักยึด และไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง

เรียนหนักก็ทุกข์ ทำงานหนักก็ทุกข์ มีความรักก้อยังทุกข์ อยู่กับคนหมู่มากยิ่งเป็นทุกข์ เที่ยวกลางคืนที่ดูเหมือนจะสนุก สุดท้ายแล้วบางทีต้องเก็บความทุกข์กลับบ้านไปด้วย นี่ยิ่งทุกข์เข้าไปใหญ่ เลยขออนุญาตหยิบเอาคำพูดดีๆ จากแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ในหนังสือก้าวแห่งอย่างแห่งปัญญามาบอกเล่าต่อ เพื่อจุดประกายความคิดให้กับคนที่กำลังเป็นทุกข์ ได้มองเห็นความจริงอะไรบางอย่าง แม่ชีศันสนีย์

กล่าวว่า…

ทุกข์มีไว้ให้เห็น ทุกข์ไม่มีไว้ให้เป็น

คนส่วนมากมักจะ “เป็น” ทุกข์

มีเพียงส่วนน้อยที่จะ “เห็น” ทุกข์

ด้วยเหตุนี้ คนเราจึงทุกข์ใจกันได้เร็วและง่ายดาย และมักจะจมปลักอยู่กับความทุกข์นั้น โดยที่ไม่เหลียวมองหรือหาต้นตอของความทุกข์ว่าเกิดจากอะไร แทนที่จะมองหาเวลาสักนิดเพื่อมองหาสาเหตุแต่กลับเอาเวลาเหล่านั้นไปตอกย้ำความทุกข์ให้กับตัวเองเพื่อที่จะได้เป็นทุกข์ยิ่งๆ ขึ้นไป เราเลยมีโอกาสเห็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้น้อยลงทุกวันๆ

ชีวิตที่เป็นทุกข์เลยเหมือนเส้นผมบังภูเขา ถ้าเราลองหยิบเส้นผมบางๆเส้นนั้นออกมาวางไว้ห่างๆตัว เราจะพบภูเขาแห่งความจริงว่า ที่เราทุกข์ก้อเพราะเราเกิดความท้อแท้ใจ ที่เราไม่ค่อยมีความสุขก็เพราะว่าเราเหนื่อยกับงาน ที่เราต้องเจ็บปวดกับความรัก ก็เพราะว่าเราทุ่มเทกับมันมากจนเกินครึ่งหนึ่งของชีวิตและที่เราเหงา ก็เพราะว่าเรามัวแต่เอาความเหงาไปแลกกับการหลงระเริงแสงสีที่สวยงามเพียงระยะสั้นๆ

และความจริงบางอย่างที่ว่ามานั้นก็คือ ที่เราเป็นทุกข์อยู่ทุกวันนี้ นั่นเป็นเพราะเราเผลอเอาความเหนื่อยและความท้อแท้มาขังใจให้ไปไหนไม่รอด ชีวิตเราถึงได้ทุกข์โดยที่ไม่เคยเห็นภาพของความทุกข์นั้นๆว่ามันมีหน้าตาเป็นอย่างไร

อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ว่าถ้าเราลองเปรียบตัวเองเป็นเหมือนแก้วน้ำเปล่าๆ หนึ่งใบ ความว่างเป่านั้นคือความสุขของชีวิต ถ้าเรามัวแต่ขยันเติมความท้อแท้ลงไปทุกๆวัน พอมันเต็มจนล้น แน่นอนว่าแก้วใบนี้จะไม่เหลือพื้นที่ของความสุขใดๆ เลยแต่แทนที่เราจะค่อยๆ เทเอาความท้อแท้นั้นทิ้งไปให้หมดสิ้น เรากลับดันทุรังเอาแก้วใบที่มีน้ำล้นไปเก็บไว้ในกล่องเล็กๆ แล้วล็อกกุญแจไว้แน่นหนาอึดอัดไหม ก็อึดอัด ขยับตัวไปไหนได้หรือเปล่า ก็ไม่ได้ จะเทน้ำทิ้งก็ไม่รู้จะเทได้ยังไง สุดท้ายแล้วน้ำที่มันเต็มล้นก็จะคงสภาพเดิมอยู่อย่างนั้น โดยที่ไม่มีทางลดลงได้เลย

เคยมีคนบอกเอาไว้ว่า…

“คนเราใช้ร่างกายและจิตใจเยอะ

แต่ไม่มีใครคิดถึงร่างกายและจิตใจของตัวเองว่า

ทำงานหนักมากแค่ไหน

ทำไมไม่ให้เขาได้ผ่อนคลายบ้าง”

ลองคิดตาม เราจะค้นพบคำตอบของชีวิตได้ อีกข้อหนึ่งว่า ถ้าเรารู้จักวิธีการเติมน้ำลงไปในแก้วใบว่างเปล่าใบนั้น เราต้องรู้จักวิธีการถ่ายเทน้ำนั้นด้วยเช่นเดียวกัน ไม่วิธีใดก้อวิธีหนึ่ง และต้องเป็นวิธีที่จะไม่ทำให้เราลำบากใจหรือเป็นทุกข์ ชีวิตถึงจะมีพื้นที่ของความสุขไว้ชดเชยเวลาที่เราเหนื่อยหรือท้อแท้ใจนั่นเอง

 

หากวันนี้เรากำลังขังใจตัวเองด้วยความท้อแท้จนเกิดทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ด้วยรูปแบบใดก็แล้วแต่เราลองเคลื่อนย้ายตัวเองออกจากความทุกข์นั้นๆ แล้วเพ่งมองว่าเราทุกข์เพราะตั้งใจทำให้มันเกิดขึ้นหรือเปล่า พินิจพิเคราะห์ดูว่าความทุกข์นั้นทำร้ายเราหรือแท้จริงแล้วเราเองต่างหากที่หยิบมันเอามาทำร้ายตัวเอง ลองถามใจตัวเองดูซิว่า ถ้าเราไม่เป็นทุกข์กับความทุกข์ที่เรามีนั้น เราจะยังคงมีชีวิตอยู่รอดต่อไปได้มั้ย ถ้าอยู่ต่อไปได้ เราก็ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องเอาตัวเองไปจมอยู่กับมันเพื่อให้เสียเวลาความสุขเลย

ลองค่อยๆฝึกเคลื่อนย้ายตัวเองออกมามองดูความทุกข์ เวลาที่เรารู้สกว่าเหนื่อยเกินไป ท้อแท้เกินไป ใช้ชีวิตอยู่ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว เจอสาเหตุบ้าง ไม่เจอบ้าง แต่ก็คงต้องใช้เวลาเรียนรู้กันไป แต่ท้ายที่สุดแล้ว เราจะค้นพบคำตอบของชีวิตว่า…แค่ได้ลองฝึกนั่นก็หมายความว่าเรากำลังจะเอาชนะความท้อแท้ที่เกิดขึ้นกับชีวิตได้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง และไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเช่นเดียวกัน เพราะ…

 

“คนเรามีวิธีเดินไปบนถนนความสุขไม่เหมือนกัน

แค่คุณยังไม่ได้เดินบนถนน

ไม่ได้หมายความว่าคุณยังจะไม่เจอมัน”

(อัลลัน เค.ชาล์มเมอร์ส)

 

และหนึ่งในหลายๆ วิธีที่จะช่วยทำให้เรามีความสุขได้นั่นก็คือ เราต้องรู้จักเรียนรู้ความทุกข์ สนุกที่จะยกมันออกจากใจ และถ่ายเทมันออกไปจากชีวิต แล้วเราจะไม่เป็นทุกข์กับความทุกข์ใดๆ ต่อไปอีกเลย

 

สนใจรับข่าวสารจาก ธรรมไทย.เน็ต จากเรากรุณาใส่ Email ได้เลยนะครับ:

Delivered by FeedBurner

2 Comments

  1. chananseda says:

    ความทุกข์-ความสุขเหมือนลมหายใจ
    อยู่รอบๆ กายสัมผัสได้แล้วแต่เราจะเลือกจะสูดดมสิ่งใด

  2. chananseda says:

    สติ
    สมาธิ
    ขันติ
    เท่ากับ
    ปัญญา

Leave a Reply