ใจสงบ กายย่อมสงบ

มีพุทธภาษิตที่กล่าวไว้แปลความว่า “สมณะภายนอกไม่มี, สังขารเที่ยงไม่มี, ความหวั่นไหวของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มี, เหมือนรอยเท้าไม่มีในอากาศ

สมณะภายนอกไม่มี คือรูปกายพร้อมเครื่องแต่งกายของบุรุษ หาใช่ว่าบุรุษเป็นสมณไม่ สมณะต้องเป็นจากภายใน ภายนอกจะเป็นเช่นไรก็ตาม ถ้าภายในมีความเป็นสมณะ นั่นก็เรียกว่าเป็นสมณะได้ สมณะหมายถึง สงบ คือใจสงบ ถ้าใจสงบจริง การแสดง ออกทางกายย่อมสงบด้วย ความสงบนั้นหาเกิดจากอะไรอื่นได้ไม่ ต้องเกิดแต่ความเบา บางของกิเลสเท่านั้น กิเลสหนา กิเลสมาก ใจย่อม ไม่สงบ ย่อมร้อน ย่อมวุ่น ย่อม กระสับกระส่าย การแสดงออกทางกายทางวาจาก็ย่อมเป็นเช่นเดียวกับใจ คือย่อมเป็นไปอย่างร้อน อย่างวุ่น กระสับกระส่าย ก่อความวุ่นวาย เดือดร้อนให้แก่ผู้เกี่ยวข้อง เป็นการเบียดเบียนผู้อื่น และก็เบียดเบียนตนเองด้วย อันผู้เบียดเบียนหาใช่สมณะไม่ การที่คนใดคนหนึ่งจะปลงผมห่มฝาดถือบาตร แต่ภายในไม่สงบ ไม่เป็นสมณะ คนใดนั้นหาใช่สมณะไม่ แต่แม้คนใดคนหนึ่งจะมิได้ปลงผมห่มเหลืองถือบาตร แต่ภายในของคนนั้นสงบ เป็น สมณะ คนนั้นก็เป็นสมณะ ดังพุทธภาษิตที่ว่าสมณะภายนอกไม่มีนั่นแล สังขารเที่ยงไม่มี สังขารคือความคิดปรุง ปรุงคิดจึงน่าจะเห็นกันอยู่แล้วว่าหาเป็นสิ่งเที่ยงไม่ อันความคิด นั้นก็เห็นกันอยู่ว่าไม่เคยไม่เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวเป็นอย่างนั้นเดี๋ยวเป็นอย่างนี้ ท่านสอนให้เห็นความเปลี่ยนแปลง ความไม่เที่ยงของความคิดปรุงหรือสังขาร เพื่อ จะได้ไม่ยึดมั่นในความคิดนั้น จะได้ปล่อยวางความคิดปรุงแต่งทั้งหลาย เห็นที่ดีก็ไม่ปรุงแต่งว่าดีว่างามจนจริงจัง อันจะนำให้เกิดความปรารถนาต้องการ หลงรัก หลงนิยม เห็นที่ไม่ดี ก็ไม่ปรุงแต่งว่า ไม่ดีไม่งาม อันจะนำให้เกิดความรังเกียจเกลียดชังอันความหลงรักหลงนิยม หลงปรารถนาต้องการหรือความรังเกียจเกลียดชัง ล้วนเป็นทุกข์โทษภัยทั้งสิ้น ถ้ารู้เท่าทันตามความจริงว่าสังขารไม่เที่ยง เมื่อปรุงคิดไปว่าสิ่งใดฯ สวยงาม สติก็อาจช่วยให้รู้ ว่าความคิดนั้นไม่เที่ยง แล้วก็จะเปลี่ยนไป อาจจะคิดว่าไม่สวย ไม่งามในเวลาต่อไปได้ ทั้งที่เป็นของสิ่งเดียวกันนั่นเอง สติที่รู้ทันว่าสังขารไม่เที่ยง จะทำให้ไม่อยากติดในความปรุงคิดใดๆ พบที่ดีที่งามก็จะไม่หลงรักหลงชอบไปตามความปรุงคิด พบที่ไม่ดีไม่งามก็จะไม่หลงรังเกียจเกลียดชังไปตามความปรุงคิด เพราะสติจะทำให้รู้ว่าไม่ยั่งยืน ที่ดีงาม ก็เป็นไปเพราะสังขารปรุงแต่ง ที่ไม่ดีไม่งาม ก็เพราะสังขารปรุงแต่ง สังขารปรุงอย่างไรก็เป็นไปอย่าง นั้น จึงหาเที่ยงไม่เพราะสังขารไม่เที่ยง สังขารของผู้ใดก็ไม่เที่ยง ไม่เที่ยงทั้งสิ้น

ความหวั่นไหวของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มี ความหวั่นไหวของผู้ไม่มีกิเลสย่อมไม่มี เพราะกิเลสเท่านั้นที่เป็นเหตุแห่งความหวั่นไหว ความโลภเกิดขึ้น ก็หวั่นไหวไปด้วยอำนาจความโลภ ความโกรธเกิดขึ้นก็หวั่นไหวไปด้วยอำนาจความโกรธ ความหลงเกิดขึ้นก็ หวั่นไหวไปด้วยอำนาจความหลง ผู้ไม่สังเกตใจตนย่อมไม่เห็นความหวั่นไหวอันเกิดจาก ความโลภความโกรธความหลง พระพุทธเจ้าทั้งหลายสิ้นแล้วซึ่งความโลภความโกรธความหลง ความหวั่นจักมีมาแต่ไหน เรื่องใดสิ่งใดผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ปราศจากริ้วรอยแม้แต่น้อย ท่านจึงเปรียบว่าเหมือนรอยเท้าไม่มีในอากาศ เราทั้งหลายที่ยังมีกิเลส ยังหวั่นไหวด้วยกิเลส ย่อมชอกช้ำด้วยกิเลส ความชอกช้ำคือร่องรอยแต่ละเวลานาทีผู้มีกิเลส มีความหวั่นไหว จิตใจชอกช้ำเป็นร่องรอยทับถมอย่างหาที่ว่างไม่ได้ ไม่ใช่สะอาดบริสุทธิ์ อย่างพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ลองนึกภาพสิ่งที่มีรอยขีดข่วน กับสิ่งที่สะอาดผ่องแผ้ว ย่อม จะเห็นความงดงามที่ต่างกัน พระพุทธเจ้านั้น ท่านงามแน่นัก เราปุถุชนทั้งหลายเมื่อมาก มายด้วยกิเลสเพียงไร ก็ยับเยินยู่ยี่ด้วยริ้วรอยเพียงนั้น ผู้ที่รู้ตัวว่ามีกิเลสมาก ก็ควรรู้ตัว ด้วยว่ามีรอยเท้าเหยียบย่ำมาก หาความน่าดูไม่ได้ มีกิเลสน้อยจึงจะมีรอยเท้าเหยียบย่ำน้อย มีความไม่น่าดูน้อย เมื่อปรารถนาจะไม่หวั่นไหวด้วยเรื่องราวร้อยแปดที่จำต้องเผชิญ ทุกเวลานาที อันจะเป็นเหตุให้มีแต่รอยเหยียบย่ำ ไม่น่าดู ก็ต้องพยายามยับยั้งความโลภ ความโกรธ ความหลง พยายามขจัดขัดเกลา ให้เบาบางจนถึงลดน้อย ใจที่ไม่หวั่นไหว เหมือนกระจกที่ไม่มีรอยขีดข่วน ส่องเห็นได้แจ่มใส อะไรๆ ก็ล่วงรู้ได้ถูกต้อง ตรงกันข้าม กับใจที่หวั่นไหว ทุกคนมีสิทธิจะได้ส่องกระจกที่ใสกระจ่าง เพียงพยายามจัดการกับความ โลภความโกรธความหลงของตน ให้เต็มสติปัญญาความสามารถเท่านั้นแล

สนใจรับข่าวสารจาก ธรรมไทย.เน็ต จากเรากรุณาใส่ Email ได้เลยนะครับ:

Delivered by FeedBurner

Leave a Reply