Archive for July 2011

ทำสมาธิแบบง่ายๆ

ทำสมาธิ เพื่อให้จิตใจสงบ มีพลัง มีประโยชน์ในปัจจุบันคือทำให้ใจสบาย คลายทุกข์ (ไม่ต้อง ใช้เงิน) หนักแน่น มั่นคง อารมณ์แจ่มใสเบิกบาน สมองแจ่มใส ความจำดี ทำงานมีประสิทธิภาพ สุขภาพดี นอนหลับสบาย รักษาโรคได้หลายอย่าง เรียนหนังสือเก่ง ที่สำคัญคือ ” ได้บุญมาก ”   วิธีทำสมาธิ ทำได้หลายวิธี สะดวกที่สุดคือวิธีกำหนดลมหายใจ (อาณาปาณสติ) เพราะเรา หายใจอยู่แล้ว ทำได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ทุกอริยาบท แม้ยืน-นั่ง-นอนบนรถ แต่ท่านั่งดีที่สุด เช้ามืดดีมาก นั่งขัดสมาธิแบบพระพุทธรูป เท้าขวาทับซ้าย มือขวาทับซ้าย ตัวตรง หน้าตรง มีสติสัมปชัญญะ หลับตาตาม สบาย ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องข่มตา ทำใจให้สบายที่สุด รวมความรู้สึกทั้งหมดไปอยู่ที่ปลายจมูก พยายามรู้ที่ลม หายใจ ลมหายใจเข้าก็รู้ ลมหายใจออกก็รู้ เพียงแต่รู้เฉยๆ ไม่ต้องปรับแต่งลมปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ สิ่งที่ทำหน้าที่รู้คือ ให้จิตรู้เฉยๆ ทำดังนั้นเรื่อยไปตามปรารถนา […]

มองความดี

  ชายจีนคนหนึ่งแบกถังน้ำสองใบไว้บนบ่าเพื่อไปตักน้ำที่ริมลำธาร ถังน้ำใบหนึ่งมีรอยแตก ในขณะที่อีกใบหนึ่งไร้รอยตำหนิ และสามารถบรรจุน้ำกลับมาได้เต็มถัง…แต่ด้วยระยะทางอันยาวไกล จากลำธารกลับสู่บ้าน….จึงทำให้น้ำที่อยู่ในถังใบที่มีรอยแตกเหลืออยู่ เพียงครึ่งเดียว เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปีเต็มที่คนตักน้ำสามารถตักน้ำ กลับมาบ้านได้หนึ่งถังครึ่ง….ซึ่งแน่นอนว่าถังน้ำใบที่ไม่มีตำหนิจะรู้สึก ภาคภูมิใจ ในผลงานเป็นอย่างยิ่ง …ขณะเดียวกันถังน้ำที่มีรอยแตกก็รู้สึก อับอายต่อความบกพร่องของตัวเอง มันรู้สึกโศกเศร้ากับการที่มันสามารถทำหน้าที่ได้เพียงครึ่งเดียวของจุด ประสงค์ ที่มันถูกสร้างขึ้นมา   หลังจากเวลา 2 ปี… ที่ถังน้ำที่มีรอยแตกมองว่าเป็นความล้มเหลวอันขมขื่น วันหนึ่งที่ข้างลำธาร มันได้พูดกับคนตักน้ำว่า ‘ข้ารู้สึกอับอายตัวเองเป็นเพราะรอยแตกที่ด้านข้างของตัวข้าที่ทำให้น้ำที่ อยู่ข้างในไหลออกมาตลอดเส้นทาง ที่กลับไปยังบ้านของท่าน’   คนตักน้ำตอบว่า ‘เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ว่ามีดอกไม้เบ่งบานอยู่ตลอดเส้นทางในด้านของเจ้า… แต่กลับไม่มีดอกไม้อยู่เลยในอีกด้านหนึ่งเพราะข้ารู้ว่าเจ้ามีรอยแตก อยู่…. ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ลงข้างทางเดินด้านของเจ้าและทุกวันที่เรา เดินกลับ… เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำให้กับเล็ดพันธุ์เหล่านั้น เป็นเวลา 2 ปี ที่ข้าสามารถที่จะเก็บดอกไม้สวย ๆ เหล่านั้นกลับมาแต่งโต๊ะกินข้าว ถ้าหากปราศจากเจ้าที่เป็นเจ้าแบบนี้แล้ว..เราก็คงไม่อาจได้รับความสวยงามแบบ นี้ได้’   คนเราแต่ละคนย่อมมีข้อบกพร่องที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง… แต่รอยตำหนิและข้อบกพร่องที่เราแต่ละคนมีนั้น อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจ และกลายเป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตได้…. สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่ยอมรับคนแต่ละคนในแบบที่เขาเป็น.. และมองหาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของพวกเขาเหล่านั้นเท่านั้นเอง

วันอาสาฬหบูชา

วันอาสาฬหบูชาตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ นับเป็นวันที่สำคัญในประวัติศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนา คือวันที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเทศนาหรือหลักธรรมที่ทรงตรัสรู้ เป็นครั้งแรกแก่เบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ณ มฤคทายวัน ตำบลอิสิปตนะ เมืองพาราณสี ในชมพูทวีปสมัยโบราณซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศอินเดีย ด้วยพระพุทธองค์ทรงเปรียบดังผู้ทรงเป็นธรรมราชา ก็ทรงบันลือธรรมเภรียังล้อแห่งธรรมให้หมุนรุดหน้า เริ่มต้นแผ่ขยายอาณาจักรแห่งธรรม นำความร่มเย็นและความสงบสุขมาให้แก่หมู่ประชา ดังนั้น ธรรมเทศนาที่ทรงแสดงครั้งแรกจึงได้ชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แปลว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม หรือพระสูตรแห่งการแผ่ขยายธรรมจักร กล่าวคือดินแดนแห่งธรรม เมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้วนั้นชมพูทวีปในสมัยโบราณ กำลังย่างเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความเจริญก้าวหน้า รุ่งเรืองเฟื่องฟูทุกด้านและมีคนหลายประเภททั้งชนผู้มั่งคั่งร่ำรวย นักบวชที่พัฒนาความเชื่อและ ข้อปฏิบัติทางศาสนา เพื่อให้ผู้ร่ำรวยได้ประกอบพิธกรรมแก่ตนเต็มที่ ผู้เบื่อหน่ายชีวิตที่วนเวียน ในอำนาจและโภคสมบัติที่ออกบวช หรือบางพวกก็แสวงหาคำตอบที่เป็นทางรอกพ้นด้วยการคิดปรัชญาต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่เหลือวิสัยและไม่อาจพิสูจน์ได้บ้าง พระพุทธเจ้าจึงทรงอุบัติในสภาพเช่นนี้ และดำเนินชีพเช่นนี้ด้วยแต่เมื่อทรงพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นขาดแก่นสาน ไม่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง แก่ตนเองและผู้อื่น จึงทรงคิดหาวิธีแก้ไขด้วยการทดลองต่าง ๆ โดยละทิ้งราชสมบัติ และอิสริยศแล้วออกผนวช บำเพ็ญตนนานถึง ๖ ปี ก็ไม่อาจพบทางแก้ได้ ต่อมาจึงได้ทางค้นพบ มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง เมื่อทรงปฏิบัติตามมรรคานี้ก็ได้ค้นพบสัจธรรมที่นำคุณค่า แท้จริงมาสู่ชีวิต […]

การทำบุญด้วยการบริจาคเลือด

การบริจาคโลหิตหรืออวัยวะก็ยังถือเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ สามารถพลิกฟื้นวิกฤติร่างกายจากหนักเป็นเบาหรือเข้าสู่ภาวะปกติได้ ถือเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ แต่ก่อนที่จะบริจาคโลหิตหรืออวัยวะ ควรมีความเข้าใจถึงหน้าที่และความจำเป็นของสิ่งที่จะบริจาคกันก่อน เริ่มจากการบริจาคโลหิต แบ่งเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย เม็ดโลหิต (เม็ดโลหิตแดง ขาว เกล็ดโลหิต) และพลาสมา โดยทั่วไปผู้คนมักร่วมบริจาคโลหิต เนื่องจากร่างกายของคนเรามีโลหิต 17-18 แก้วน้ำ แต่ใช้งานเพียง 15-16 แก้วน้ำ ดังนั้นส่วนที่เหลือจึงสามารถบริจาคได้โดยไม่เป็นอันตราย ในการบริจาคจะใช้เลือดเพียง 350 – 450 ซีซี แล้วจะนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยจากอุบัติเหตุ ผ่าตัด คลอดบุตร เฉลี่ยร้อยละ 77 ส่วนอีกร้อยละ 23 ของโลหิตที่ได้รับการบริจาคจะนำไปรักษาผู้ป่วยเฉพาะโรค เช่น ธาลัสซีเมีย เกล็ดโลหิตต่ำ ฮีโมฟีเลีย เป็นต้น   แต่ยังมีการบริจาคส่วนประกอบสำคัญในโลหิตที่แบบเฉพาะเจาะจงลงไป คือ “เกล็ดโลหิต” ซึ่งจะรับบริจาคเมื่อมีการร้องขอจากโรงพยาบาล เนื่องจากเมื่อนำเกล็ดโลหิตออกจากร่างกาย จะมีอายุการใช้งานภายใน 24 ชั่วโมง –5 วัน แถมยังต้องถูกเก็บรักษาในตู้ที่อุณหภูมิ 22 องศาเซลเซียส โดยนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดโลหิตขาว […]