ธรรมะกับความรัก

สำหรับบุคคลทั่วไป ที่ยังเรียกตัวเองว่าเป็น “คน”นั้น ย่อมเป็นผู้ที่ยังมีความวุ่นวายในใจอยู่นั่นเอง ดังนั้นไม่ว่าจะทำอะไรก็จะก่อให้เกิดปัญหา และเกิดความวุ่นวายอยู่ร่ำไป

เรามักจะเคยได้ยิน พุทธดำรัสที่ว่า ” ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ ” เพราะเหตุใดจึงตรัสเช่นนั้น ก็เนื่องจากว่า การที่เรามีความรัก อะไรก็ดูสวยงามไปหมด ณ เวลานั้น ความสุขย่อมก่อเกิดแก่เรา แต่ในวันที่เราผิดหวัง หรือความรักเริ่มจืดจางลงไป ความทุกข์ก็เริ่มคืบคลานเข้ามาแทนที่ความสุข

ดังนั้นเราจึงต้องมาเรียนรู้ว่า การมีความรักอย่างไร จึงจะก่อให้เกิดความสุขแก่เราได้ แล้วทุกท่านคิดว่า มีวิธีใดบ้างที่สามารถทำให้เรามีความรักอย่างยั่งยืนได้บ้าง นอกจากการหันมาพึ่งทางธรรม

แต่หลายคนมักคิดว่า ” ธรรมะ ” เป็นเรื่องของคนแก่ หรือผู้สูงอายุที่ต้องเข้ามาเรียนรู้ หรือใส่ใจ ถ้าวัยรุ่น คนหนุ่มสาวคนใด หลงเข้ามาสนใจในธรรม มักจะถูกมองว่าเป็นคนคร่ำครึ ล้าหลัง หรือเป็นคนไม่ทันสมัย หัวโบราณบ้าง แต่ที่จริงแล้ว ” ธรรมะให้อะไรกับเรามากมาย ” และไม่ว่าจะเป็นเด็ก คนหนุ่มสาวหรือผู้สูงอายุ ทุกชนชั้น ย่อมสามารถได้รับความสุขจากการเข้ามาเรียนรู้หรือปฏิบัติธรรม (ซึ้งในรสพระธรรม) ได้เช่นเดียวกัน เดี๋ยวจะมาเขียนต่อนะค่ะ ตอนนี้หิวข้าวแล้วค่ะ

มาต่อกันเลยนะค่ะ ทำไมถึงบอกว่าการมีธรรมะแล้วทำให้ความรักยั่งยืน ก็เพราะคนที่ศึกษาทางธรรมย่อมรู้ว่า ใครก็ตามที่มีธรรมะในหัวใจ เขาคนนั้นย่อมเป็นคนดี แค่เพียงผู้ที่ศึกษาเท่านั้น แต่ถ้าพูดถึงผู้ปฎิบัติทางธรรมด้วยแล้ว บุคคลเหล่านั้นย่อมได้ยกระดับจิตใจของตัวเองให้สูงขึ้น สูงค่ามากกว่าคำว่า “คนดี”เสียอีก

เรามาดูกันว่า ในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านสอนอะไรกับคนที่รักกัน และต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างไรบ้าง

Read the rest of this entry »

คำอาราธนาศีล ๘

คำอาราธนาศีล ๘ มีบทสวดดังนี้ครับ

มะยัง ภันเต, ติสะระเณนะ สะหะ,

อัฏฐะ สีลานิ ยาจามะ,

ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต, ติสะระเณนะ สะหะ,

อัฏฐะ สีลานิ ยาจามะ,

ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต, ติสะระเณนะ สะหะ,

อัฏฐะ สีลานิ ยาจามะ,

เสร็จแล้วกราบ ๑ ครั้ง นั่งพับเพียบพนมมือ

(ถ้าคนเดียวว่า อะหัง ภันเต แทน มะยัง ภันเต, ยาจามิ แทน ยาจามะ.)

ลำดับนั้น พระคุณเจ้ากล่าวคำนมัสการ ฯ นำผู้ปฏิบัติ ให้ว่าตาม ดังนี้

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

(ว่า ๓ ครั้ง)

 

คู่มือทำวัตรเช้า เย็น วัดศรีโยธิน

คู่มือทำวัตรเช้า เย็น วัดศรีโยธิน

ดาวโหลดหนังสือ คู่มือทำวัตรเช้า เย็น วัดศรีโยธิน ตาม LINK นี้นะครับ

http://bit.ly/sWMtpM

ภายในหนังสือประกอบด้วยบทความต่างๆดังนี้

กี่ยวกับวัดศรีโยธิน

ประวัติ วัดศรีโยธิน

ประวัติ หลวงปู่ศรีสรรเพชญ์

ระเบียบปฏิบัติสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม

คำถวายข้าวพระพุทธ

คำลาข้าวพระพุทธ

กำหนดเวลาการปฏิบัติธรรม

การอาราธนาศีล และสมาทานศีล

คำบูชาพระรัตนตรัย

คำอาราธนาศีล

คำสมาทานศีล

พิธีรักษาอุโบสถศีล

พิธีสมาทานกรรมฐาน

บทสวดมนต์ทำวัตรเช้า (แปล)

คำบูชาพระรัตนตรัย

ปุพพะภาคะนะมะการ

พุทธาภิถุติง

ธัมมาภิถุติง

สังฆาภิถุติง

ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถา

สังเวคะปริกิตตะนะปาฐ

ทวัตติงสาการะปาฐ

บทพิจารณาสังขาร

สัจจะกิริยะคาถา

นมัสการพระอรหันต์ ๘ ทิศ

ตังขณิกปัจจะเวกขณปาฐะ

ธาตุปฏิกูลปัจจเวกขณปาฐ

วันทามิ

กรวดน้ำตอนเช้า

สัพพปัตติทานคาถา

ปัตติทานคาถา

กราบพระ

Read the rest of this entry »

บทยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก

บทยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก

 

๑. อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง วัจจะ โส ภะคะวาฯ

อิติปิ โส ภะคะวา วิชชาจะระณะสัมปันโน วัจจะ โส ภะคะวาฯ

อิติปิ โส ภะคะวา โลกะวิทู วัจจะ โส ภะคะวาฯ

 

อิติปิ โส ภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ วัจจะ โส ภะคะวาฯ

อิติปิ โส ภะคะวา สุคะโต วัจจะ โส ภะคะวาฯ

๑. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยความรู้และความประพฤติ

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้รู้แจ้งโลก

 

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว

Read the rest of this entry »

7 มหัศจรรย์แห่งชีวิต และ 7 หลักคิดจาก ว.วชิรเมธี

ท่าน ว.วชิรเมธี พระนักเทศน์ชื่อดัง ได้ให้ข้อคิดในหลักธรรมแห่งการดำเนินชีวิต ในหนังสือชุด “มหัศจรรย์แห่งชีวิต” ประกอบด้วย ซีดี และหนังสือรวบรวมแนวคิด ซึ่งผู้ฟังและผู้อ่านสามารถนำข้อคิดที่ได้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อบรรเทาความทุกข์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะ ในสถานการณ์ปัจจุบัน กับภาวะเครียดที่รุมเร้าคนไทย ทั้งวิกฤตการเมืองและวิกฤตเศรษฐกิจ

 ว.วชิรเมธี

สำหรับ 7 หลักคิดในเชิงบวก ที่สามารถหยิบมาเป็นยาชูกำลังใจในยามท้อแท้ได้อย่างดีเยี่ยม โดยใน 7 หลักคิด มีข้อคิดดีๆ อีก 7 ข้อ เป็นพลังมหัศจรรย์ของ 7×7 ได้แก่

1. ความคิดดีๆ เป็นที่มาแห่งความสุข แน่นอนว่าเมื่อเรามีความคิดดีๆ โลกก็จะดีตามอย่างที่เราคิด ดังที่ท่านว่าไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่า “โลกเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าเราใส่แว่นตาสีอะไรมองโลก หากมองโลกในแง่ดี ชีวิตมีแต่สิ่งรื่นรมย์ หากมองโลกในแง่ร้าย ชีวิตมีแต่ความวุ่นวายและทุกข์ระทม”

2. ปัญญาดีย่อมมีความสุข คนมีปัญญาย่อมใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาเพื่อให้พ้นทุกข์ ดังนั้น สำหรับคนมีปัญญา วิกฤตอยู่ไหน ปัญญาอยู่นั่น ส่วนคนด้อยปัญญา โอกาสอยู่ไหน วิกฤตอยู่นั่น จงเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา เปลี่ยนอุปสรรคเป็นอุปกรณ์

3. ชีวิตของคนดี คือชีวิตที่มีความสุข ดังท่านว่า ดอกไม้หอมได้บางดอก แต่มนุษย์หอมได้ทุกคน หากเขาเป็นคนดี กลิ่นดอกไม้แม้หอมขนาดไหน ก็หอมได้แต่ตามลมเท่านั้น ส่วนกลิ่นความดีของคนดีนั้น หอมหวนทวนลม ฟุ้งกระจายไปในทิศทั้งสี่ ดอกไม้ผลิบานแล้วไม่นานก็ร่วงโรย แต่ความดีของคนนั้น สถิตเป็นนิรันดร์เหนือกาลเวลา

4. ปฏิสัมพันธ์ดีก็มีความสุข ซึ่งเป็นการเลือกคบมิตร โลกนี้มีมิตรอยู่ 3 ประเภทคือ 1. ปาปมิตร เพื่อนชั่ว จงอย่าคบ 2. กัลยาณมิตร เพื่อนดี จงคบ 3. พันธมิตร เพื่อนที่ผูกพันกันด้วยผลประโยชน์ จงระวัง

5. ทำงานดีก็มีความสุข ท่านว่าไว้ คนจำนวนมากเป็นทุกข์ขณะทำงาน แต่เบิกบานเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ โดยหารู้ไม่ว่า ในหนึ่งสัปดาห์มีเสาร์-อาทิตย์แค่สองวัน จงเป็นสุขขณะทำงาน จงเบิกบานขณะหายใจ

6. มองโลกในแง่ดี ชีวิตมีความสุข ดังผู้รู้ท่านหนึ่งกล่าวว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มันถูกอยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด ใครทำความเข้าใจคำกล่าวนี้ได้อย่างลึกซึ้ง คนนั้นจะไม่ทุกข์ และเขาจะไม่หวั่นไหว ในความผันแปรของชีวิต สิ่งใดเกิดขึ้นมาเขาจะอุทานอยู่เสมอว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง”

7. ครอบครัวดีทวีความสุข ครอบครัวคือพื้นฐานสำคัญของชีวิต บุตรธิดาคืออนุสาวรีย์ของพ่อแม่ หากลูกเป็นคนดี อนุสาวรีย์ของพ่อแม่ก็งดงาม หากลูกเลวทราม อนุสาวรีย์ของพ่อแม่ก็อัปลักษณ์

บทสวดทำวัตรเช้า

บทสวดทำวัตรเช้า

บทสวดทำวัตรเช้าสำหรับชาวพุทธทุกคนสวดเพื่อเป็นศิริมงคลให้กับชีวิตสวดดังนี้

หมายเหตุ

คำบาลีในวงเล็บใช้สำหรับผู้สวดภาวนาที่เป็นสตรี

เริ่มด้วยการบูชาพระรัตนตรัยว่า

โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ

สวากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม

สุปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสังฆัง

อิเมหิ สักกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ อะภิปูชะยามะ

สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ

ปัจฉิมาชะนะตานุกัมปะมานะสา

อิเม สักกาเร ทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ

อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ

(แต่ถ้าแบบธรรมยุตพระเถระจะเริ่มจากที่นี่)

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา

พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ)

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม

ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

สังฆัง นะมามิ (กราบ)

(เฉพาะแบบธรรมยุต-ผู้สวดนำกล่าวผู้เดียวว่า ยะมัมหะ โข มะยัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา โย โน ภะคะวา สัตถา ยัสสะ จะ มะยัง ภะคะวะโต ธัมมัง โรเจมะ อิเมหิ สักกาเรหิ ตัง ภะคะวันตัง สะสัทธัมมัง สะสาวะกะสังฆัง อะภิปูชะยามะ)

ปุพพภาคนมการ

(ผู้สวดนำเริ่มว่า หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัง กะโรมะ เส)

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

พุทธาภิถุติ

(ผู้สวดนำเริ่มว่า หันทะ มะยัง พุทธาภิถุติง กะโรมะ เส)

โย โส ตะถาคะโต อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ

วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร

ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง

พุทโธ ภะคะวา โย อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง

สะพรหมะกัง สัสสะมะณะพราหมะณิง ปะชัง สะเทวะมะนุสสัง

สะยัง อะภิญญา สัจฉิกัตวา ปะเวเทสิ โย ธัมมัง เทเสสิ อาทิกัลยาณัง

มัชเฌกัลยาณัง ปะริโยสานะกัลยาณัง สาตถัง สะพยัญชะนัง เกวะละปะริปุณณัง

ปะริสุทธัง พรหมะจะริยัง ปะกาเสสิ ตะมะหัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ

ตะมะหัง ภะคะวันตัง สิระสา นะมามิ (กราบ)

ธัมมาภิถุติ

(ผู้สวดนำเริ่มว่า หันทะ มะยัง ธัมมาภิถุติง กะโรมะ เส)

โย โส สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม

สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก

ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ

ตะมะหัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ ตะมะหัง ธัมมัง สิระสา นะมามิ (กราบ)

สังฆาภิถุติ

(ผู้สวดนำเริ่มว่า หันทะ มะยัง สังฆาภิถุติง กะโรมะ เส)

โย โส สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา

เอสะภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลิกะระณีโย

อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ

ตะมะหัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ

ตะมะหัง สังฆัง สิระสา นะมามิ (กราบ แล้วนั่งราบ)

รตนัตตยัปปณามคาถา

(ผู้สวดนำเริ่มว่า หันทะ มะยัง ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถาโย เจวะ สังเวคะวัตถุปะริทีปะกะปาฐัญจะ ภะณามะ เส)

พุทโธ สุสุทโธ กะรุณามะหัณณะโว

โยจจันตะสุทธัพพะระญาณะโลจะโน

โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะฆาตะโก

วันทามิ พุทธัง อะหะมาทะเรนะ ตัง

ธัมโม ปะทีโป วิยะ ตัสสะ สัตถุโน โย

มัคคะปากามะตะเภทะภินนะโก

โลกุตตะโร โย จะ ตะทัตถะทีปะโน

วันทามิ ธัมมัง อะหะมาทะเรนะ ตัง

สังโฆ สุเขตาภยะติเขตตะสัญญิโต

โย ทิฏฐะสันโต สุคะตานุโพธะโก

โลลัปปะหีโน อะริโย สุเมธะโส

วันทามิ สังฆัง อะหะมาทะเรนะ ตัง

อิจเจวะเมกันตะภิปูชะเนยยะกัง วัตถุตตะยัง

วันทะยะตาภิสังขะตัง ปุญญัง มะยา ยัง

มะมะ สัพพุปัททะวา มา โหนตุ เว ตัสสะ ปะภาวะสิทธิยา

สังเวคปริกิตตนปาฐะ

อิธะ ตะถาคะโต โลเก อุปปันโน

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ

ธัมโม จะ เทสีโต นิยยานิโก

อุปะสะมิโก ปะรินิพพานิโก สัมโพธะคามี สุคะตัปปะเวทิโต

มะยันตัง ธัมมัง สุตวา เอวัง ชานามะ

ชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง

โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา

อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข

ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง

สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา

เสยยะถีทัง

รูปูปาทานักขันโธ เวทะนูปาทานักขันโธ

สัญญูปาทานักขันโธ สังขารูปาทานักขันโธ วิญญาณูปาทานักขันโธ

เยสังปะริญญายะ ธะระมาโน โส ภะคะวา

เอวัง พะหุลัง สาวเก วิเนติ

เอวัง ภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ

อะนุสาสะนี พะหุลา ปะวัตตะติ

รูปัง อะนิจจัง เวทะนา อะนิจจา สัญญา อะนิจจา

สังขารา อะนิจจา วิญญาณัง อะนิจจา

รูปัง อะนัตตา เวทะนา อะนัตตา สัญญา อะนัตตา

สังขารา อะนัตตา วิญญาณัง อะนัตตา

สัพเพ สังขารา อะนิจจา สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ

เต (ตา) มะยัง โอติณณามหะ ชาติยา ชะรามะระเณนะ

โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ

ทุกโขติณณา ทุกขะปะเรตา อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ

ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ

จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง

ภะคะวันตัง สะระณังคะตา

ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ

ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง ยะถาสะติ ยะถาพะลัง

มะนะสิกะโรมะ อะนุปะฏิปัชชามะ

สา สา โน ปะฏิปัตติ

อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ

*จบทำวัตรเช้า แต่อาจต่อด้วยคาถากรวดน้ำตอนเช้าดังนี้ (มีข้อสังเกตุว่ามีหลายสำนวนด้วยกันและจะไม่เหมือนกัน)

สัพพปัตติทานคาถา (กรวดน้ำระลึกพระคุณ)

(ผู้นำสวดเริ่มว่า หันทะ มะยัง สัพพะปัตติทานะคาถาโย ภะณามะ เส)

ปุญญัสสิทานิ กะตัสสะ ยานัญญานิ กะตานิ เม

เตสัญจะ ภาคิโน โหนตุ สัตตานันตาปปะมาณะกะ

เย ปิยา คุณะวันตา จะ มัยหัง มาตาปิตาทะโย

ทิฏฐา เม จาปยะทิฏฐิ วา อัญเญ มัชฌัตตะเวริโน

สัตตา ติฏฐันติ โลกัสมิง เต ภุมมา จะตุโยนิกา

ปัญเจกะจะตุโวการา สังสะรันตา ภะวาภะเว

ญาตัง เย ปัตติทานัมเม อะนุโมทันตุ เต สะยัง

เย จิมัง นัปปะชานันติ เทวา เตสัง นิเวทะยุง

มะยา ทินนานะ ปุญญานัง อะนุโมทะนะ เหตุนา

สัพเพ สัตตา สะทา โหนตุ อะเวรา สุขะชีวิโน

เขมัปปะทัญจะ ปัปโปนตุ เตสาสา สิชฌะตัง สุภา

(จบแล้วกล่าวเพิ่มว่า)

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา

พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ)

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆังนะมามิ (กราบ)

มาตาปิตุอุปัฏฐานัง อะหัง วันทามิ (กราบ)

คะรุอุปัชฌายะอาจาริยะคุณัง อะหัง วันทามิ (กราบ)

จบทำวัตรเช้าบริบูรณ์

คิดบวกสู้ภัยน้ำท่วม

น.พ.ไกรสิทธิ์ นฤขัตพิชัย กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวว่า ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นนั้น เป็นบ่อเกิดของความเครียด ทำให้มีอาการวิตกกังวล และป่วยเป็นโรคซึมเศร้าตามมาได้ โดยแต่ละคนมีความสามารถในการรับมือกับความเครียดได้ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ขึ้นกับต้นทุนพื้นฐานด้านจิตใจของแต่ละคนว่าแข็งแรงแค่ไหน ถ้ามีพื้นฐานดี จิตใจแข็งแรง ก็สามารถจะรับมือกับความเครียดได้มากกว่าคนที่จิตใจไม่แข็งแรง

ความเครียดสามารถแสดงอาการออกมาได้หลายรูปแบบ เบื้องต้นมักแสดงออกมาในรูปแบบของความไม่สบายทางกาย เช่น นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร หายใจไม่อิ่ม ใจสั่น หายใจไม่ออก ปวดหัว คลื่นไส้อาเจียน ท้องเดิน บางรายถ้าอาการรุนแรงจนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เกิดอาการกลัว วิตกกังวลอย่างรุนแรง มีอาการตื่นตระหนก หรือที่เราเรียกว่าอาการแพนิก คือตื่นตระหนกต่อเหตุการณ์ มีอาการหายใจเร็วกว่าปกติ ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว เกร็งตามมือและเท้า กลัวว่าตัวเองกำลังจะตาย

“แรงปะทะจากเหตุการณ์อันเดียวกันบางคนล้ม บางคนไม่ล้ม คนที่เคยยืนอยู่ได้ แต่ถ้าวิกฤติเกิดอยู่ยาวนานเกินไปก็อาจจะเกิดหมดกำลังใจ ท้อใจลงไปได้ คนที่ยังไม่ล้มก็ต้องช่วยเหลือคนที่ล้ม ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนบ้านหรือชุมชน หากบ้านใครยกพื้นสูง ไม่โดนน้ำท่วมก็อาจจะเอื้อเฟื้อให้เพื่อนบ้านที่เดือดร้อนที่มีบ้านชั้นเดียวมาอาศัยหรือนอนก่อน หรือไม่ก็เอื้อเฟื้อเรื่องความสะดวกสบายของการใช้ห้องน้ำ ห้องครัว มีอะไรก็แบ่งปันกันไป หรือถ้าไม่มีสิ่งของจะให้ก็ให้เวลารับฟังปัญหา ความรู้สึก ความคับข้องใจและเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน เราทุกคนอยู่ในเรือลำเดียวกัน เป็นผู้ร่วมชะตากรรม จำเป็นต้องช่วยเหลือดูแลเอาใจใส่กัน”

สำหรับการตั้งสติเพื่อรับมือกับวิกฤติหรือปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่อาศัยหลักการปฏิบัติง่ายๆ ดังนี้

ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ให้ทำความเข้าใจและยอมรับว่าตอนนี้เรื่องของภัยพิบัติไม่ได้เกิดกับเราคนเดียว ไม่ใช่ว่าเราเป็นผู้เคราะห์ร้ายอยู่คนเดียว มีเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกเยอะมาก แล้วก็คิดว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้ ถึงที่สุดก็จะต้องผ่านไปได้ ต้องเชื่อมั่นว่ามีทางออกแต่อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง คือท้อแท้ได้แต่อย่านานและต้องลุกขึ้นเดินต่อ อาจจะต้องลำบากอยู่ช่วงหนึ่งแต่ก็จะผ่านไปได้ มันจะมีวันที่ฟ้าสว่าง หลังจากสงบจิตสงบใจ ตั้งสติได้แล้ว ก็คงเป็นเรื่องของการปฏิบัติในขั้นต่อไป

จัดลำดับความสำคัญของปัญหา พยายามนั่งพักให้จิตใจนิ่งแล้วรวบรวมสติมองปัญหาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วจัดลำดับความสำคัญของปัญหา เรื่องไหนเป็นเรื่องด่วนเรื่องไหนไม่ด่วน มันมีทั้งเรื่องที่ว่าสำคัญน้อยแต่ด่วน เช่น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เรื่องการอยู่ การกิน การนอน เรื่องห้องน้ำ การขับถ่าย วันนี้จะเอาข้าวที่ไหนกิน เอาเสื้อผ้าที่ไหนสวมใส่ ระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นอีกไหม จะเตรียมตัวขนย้ายหรืออพยพคนในครอบครัวอย่างไร

แต่ปัญหาที่สำคัญต้องแก้ไขในระยะยาว เช่นจะป้องกันปัญหาน้ำท่วมอย่างไร ซึ่งก็เป็นเรื่องใหญ่แต่ไม่ด่วน การช่วยเหลือจากรัฐบาลหลังน้ำลด การเตือนภัย แล้วก็อาจจะเป็นเรื่องของการวางผังเมือง หรือเรื่องมาตรการการรักษาป่า รักษาธรรมชาติต่างๆ ซึ่งถือเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข แต่ยังไม่ด่วนเท่าชีวิตความเป็นอยู่ในช่วงที่ประสบกับปัญหา การจัดลำดับความสำคัญจะช่วยลดความวิตกกังวลไปได้ เรื่องไม่ด่วนวางไว้ก่อน มุ่งสนใจแต่เฉพาะเรื่องด่วนก่อน อะไรด่วนมากที่สุด ก็ค่อยๆ แก้ไปทีละข้อ เพราะการที่เราแก้ปัญหาได้สำเร็จไปทีละอย่างทีละข้อจะช่วยทำให้เกิดความมั่นใจ กำลังใจก็จะค่อยๆ เกิดขึ้นจนกลายเป็นความเชื่อมั่นว่าจะสามารถผ่านวิกฤตินี้ไปได้

พยายามใช้ชีวิตเรียบง่าย คนที่ประสบกับปัญหาจะต้องปรับวิธีคิด และปล่อยวางเรื่องทรัพย์สินสิ่งของนอกกาย อนาคตยังมีโอกาสหาใหม่ได้ พยายามใช้ชีวิตเรียบง่ายเพื่อลดการที่จะทำให้รู้สึกเครียดลง บางคนเครียด เพราะเป็นห่วงเรื่องทรัพย์สิน จนไม่ยอมอพยพขึ้นไปอยู่พื้นที่สูงเหนือน้ำ ตรงนี้ควรจะมีการชั่งน้ำหนักว่าเรื่องของทรัพย์สินของมีค่าก็มีความจำเป็นในระดับหนึ่ง แต่เรื่องของชีวิตสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า ทางออกของปัญหาอีกอย่างหนึ่ง หากไม่ยอมย้ายก็อาจทำได้โดยจะมีการรวมกลุ่มกันกับเพื่อนบ้าน มีการช่วยแบ่งเบาภาระกัน เช่น เพื่อนบ้านแบ่งเวลาสลับเวรยามกัน แทนที่ทุกคนจะต้องเฝ้าบ้านของตัวเอง ไม่มีเวลาพัก ก็อาจจะช่วยดูแลกันไปเป็นกลุ่มๆ อย่างน้อยเรื่องของทรัพย์สิน และความปลอดภัยในชีวิตของคนก็ได้รับการดูแล แต่ละคนก็จะไม่เหนื่อยจนเกินไป สุขภาพไม่ทรุดโทรมจนเกินไป

เอาใจใส่ ดูแลกันและกัน โดยคนที่แข็งแรงต้องช่วยคนที่อ่อนแอ ถ้าในบ้านนั้นยังมีคนที่เป็นหลักได้ ยังยืนอยู่ได้ ก็คงต้องคอยให้กำลังใจกับคนที่รู้สึกหมดแรง ท้อแท้ ให้คนที่รู้สึกเครียดมากได้ระบายความรู้สึก แล้วก็ให้กำลังใจเขา รับฟัง เพราะเพียงแค่การที่มีคนมารับฟัง มาเข้าใจว่าฉันรู้สึกอย่างไร อึดอัดใจอย่างไร ทุกข์ใจอย่างไร ก็สามารถช่วยทำให้ผู้ที่ประสบปัญหาหรือมีความเครียดรู้สึกดีขึ้นได้แล้วในระดับหนึ่ง

บทกรวดน้ำ อิมินา

บทกรวดน้ำ อิมินา

(นำ)  หันทะ มะยัง อุททิสะนาธิฏฐานะ คาถาโย ภะณามะ เส ฯ

(รับ)  อิมินา ปุญญะกัมเมนะ อุปัชฌายา คุณุตตะรา

 อาจริยูปะการา จะ มาตา ปิตา จะ ญาตะกา (ปิยา มะมัง)

 สุริโย จันทิมา ราชา คุณะวันตา นะราปิ จะ

 พรัหมะมารา จะ อินทา จะ โลกะปาลา จะ เทวะตา

 ยะโม มิตตา มะนุสสา จะ มัชฌัตตา เวริกาปิ จะ

 สัพเพ สัตตา สุขี โหนตุ ปุญญานิ ปะกะตานิ เม

 สุขัง จะ ติวิธัง เทนตุ ขิปปัง ปาเปถะ โว มะตัง ฯ

 อิมินา ปุญญะกัมเมนะ อิมินา อุททิสเสนะ จะ

 ขิปปาหัง สุละเภ เจวะ ตัณหุปาทานะเฉทะนัง

 เย สันตาเน หินา ธัมมา ยาวะ นิพพานะโต มะมัง

 นัสสันตุ สัพพะทา เยวะ ยัตถะ ชาโต ภะเว ภะเว

 อุชุจิตตัง สะติปัญญา สัลเลโข วิริยัมหินา

 มารา ละภันตุ โนกาสัง กาตุญจะ วิริเยสุ เม

 พุทธาธิปะ วะโร นาโถ ธัมโม นาโถ วะรุตตะโม

 นาโถ ปัจเจกะพุทโธ จะ สังโฆ นาโถ ตะโร มะมัง

 เต โสตตะมานุภาเวนะ มาโรกาสัง ละภันตุ มา ฯ

อยู่อย่างพอเพียง

ปัจจุบันนี้ คำว่า “พอเพียง” เป็นคำที่คุ้นหูมาก พูดกันบ่อยๆ แต่จะเข้าใจกันมากน้อยแค่ ไหนนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง บางคนคิดว่า พอเพียง คือ ต้องมีน้อยๆ มีมากไม่ได้ อยู่สบายๆ ไม่ได้ ต้องลำบากขัดสน ถึงจะเรียกว่า “พอเพียง” หรือถ้ามีมาก ก็ต้องมาแจกจ่ายให้คน ไม่มี หรือคนไม่มีก็ต้องคอยรับจากผู้ที่มีมากกว่า ที่จริงนั้นไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย

พอเพียง” ก็คือสันโดษ พอเพียงตามมีตามได้ พอเพียงตามกำลัง พอเพียงตามสมควร แก่กรรมที่ทำไว้แล้ว เพราะว่าชีวิตใครจะเป็นอย่างไร ก็เพราะกรรมที่ทำให้เกิดมาเป็นคน นี้ และได้รับผลของกรรมตามที่ทำไว้เอง บางคนก็ร่ำรวยมหาศาล ก็อยู่อย่างพอเพียงได้ คือ พอใจและเป็นสุขตามที่มี ไม่ต้องการให้ยิ่งไปกว่าที่มี บางคนที่ลำบากยากจน ก็พอ ใจและเป็นสุขตามสภาพของตน ทำงานหาเลี้ยงชีพเต็มกำลังความสามารถที่มีอยู่ ก็เป็น สุขได้

แต่ที่จะมีความสุขในทุกสถานการณ์ได้นั้น ก็ต้องเป็นผู้มีปัญญา เข้าใจสภาพธรรมตาม ความเป็นจริงว่า ทุกอย่างเป็นธรรม เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยที่ได้กระทำไว้แล้ว ไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจน ก็ล้วนแต่เป็นธรรม ที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตนและการที่จะเป็นผู้ปัญญานั้น ก็ไม่ใช่อยู่เฉยๆ ก็จะมีปัญญา ต้องศึกษาพระธรรมคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงไว้โดยละเอียดจนเกิดความเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริง ซึ่งปัญญานี้มีค่าที่ประมาณไม่ได้ เพราะไม่ได้เกิดขึ้นได้โดยง่ายเลย จะไปหาซื้อด้วยทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาลอย่างใด ก็ไม่ได้ เพราะต้องสะสมเองด้วยศรัทธา วิริยะ ขันติ และเคยสะสมบุญไว้ในปางก่อนด้วย

คำแผ่เมตตา

คำแผ่เมตตา ให้สวดดังนี้

สัพเพ สัตตา

สัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์, เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น,

อะเวรา โหนตุ,

ขอจงเป็นสุข ๆ เถิด, อย่าได้มีเวรแก่กัน และกันเลย,

อัพยาปัชฌา โหนตุ,

ขอจงเป็นสุข ๆ เถิด, อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกัน และกันเลย,

อะนีฆา โหนตุ,

ขอจงเป็นสุข ๆ เถิด, อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย,

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ,

จงมีความสุขกายสุขใจ, รักษาตนให้รอดพ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ ฯ