สิ่งที่สุดของชีวิต

ไปเจอภาพนี้จาก internet มาครับ – สิ่งที่สุดของชีวิต เลยอยากเอามาฝากทุกคนครับ

ความรักกับความทุกข์ โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

ความรักกับความทุกข์ อาตมภาพคิดว่าคำๆนี้ เมื่อถูกพูดขึ้นมา ไม่ว่าจะพูดโดยผู้ชายหรือผู้หญิง หรือใครก็ตาม บริบทของคำว่าความรักกับความทุกข์ หรือความรักคือความทุกข์มักจะเป็นบริบทของความรักในเชิงชู้สาวเสียมากกว่า เรื่องนี้ในทรรศนะของพระพุทธศาสนามองว่าอย่างไร ในทรรศนะของพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ทุกๆ การยึดติดถือมั่น มีค่าเป็นความทุกข์เสมอ” ภาษาของอาตมภาพแปลเสียใหม่ว่า “ที่ใดมีกอด ที่นั่นมีกัด” ทุกๆการครอบครอง มีค่าเท่ากับการขาดอิสรภาพในทรรศนะของมนุษย์ ทุกครั้งที่เราครอบครองสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็มักภูมิใจว่าฉันเป็นเจ้าของแล้ว เช่น ฉันมีรถเบนซ์ มีบ้าน มีแฟน ก็คิดว่าเป็นเจ้าของรถ เจ้าของบ้าน เจ้าของแฟนสาว หารู้ไม่ว่าทันทีที่ยอมรับสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นของๆเรา เราก็ตกเป็นทาสสิ่งเหล่านั้นเรียบร้อยแล้ว เช่น จอดรถเบนซ์ไว้นอกบ้าน พอฝนตกเราก็นอนไม่หลับแล้ว เห็นไหม หรือมีบ้านหลังหนึ่ง พอน้ำประปารั่ว ปลวกขึ้นบ้าน เราก็ใช้ชีวิตไม่มีความสุขแล้ว หรือมีแฟนสักคนหนึ่ง ส่ง sms ไปแล้วเขาหายไป 3 วัน ชีวิตก็ไม่รื่นรมย์แล้ว เห็นหรือยังว่าเราครอบครองเขาหรือตกเป็นทาสเขากันแน่ ดังนั้น “ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์”จึงเป็นสัจธรรมสากลถูกต้องที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสไว้ตั้ง 2,500 กว่าปี ถึงตอนนี้เราไม่ต้องเปลี่ยนแปลงคำกล่าวของพระองค์ท่าน แล้วทำไมมนุษย์โดยมากจึงมักบอกว่าที่ใดมีรักที่นั่นมีสุข เพราะเขายังไม่ได้เรียนรู้ความรักตั้งแต่ต้นสายถึงปลายทาง คนที่บอกว่าที่ใดมีรักที่นั่นมีสุข โดยมากมักเริ่มต้นแค่รู้จักความรักช่วงก่อนโปรโมชั่น พูดประโยคอย่างนี้กันทั้งนั้น พอเริ่มเรียนรู้ที่จะรักไปสักพักหนึ่ง ถ้าสังเกตอย่างละเมียดละไมก็จะเห็นว่ามันเริ่มสุขๆ ทุกข์ๆ ปนกันโดยตลอด

หลังจากนั้นเมื่อหลวมตัวแต่งงานไป วันเวลาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความทุกข์มากกว่าความสุขแล้ว ฉะนั้นความสุขซึ่งเกิดจากการมีความรักเชิงชู้สาวนั้น แท้ที่จริงก็คือความทุกข์ที่รอเวลาอยู่เท่านั้นเอง มันคือความสุขที่แท้ที่จริงคือเจ้าความทุกข์ที่รอเวลาแสดงตัว คนหนุ่มคนสาวจำนวนมากไม่รู้ก็เลยคิดว่าความรักนั้นช่างหอมหวานเหลือเกิน จริงอยู่ความรักเป็นความหอมหวาน แต่เป็นความหอมหวานของเนื้อทุเรียนซึ่งมีเปลือกที่แสนขรุขระ ใช่ไหมล่ะ อาตมภาพเห็นด้วยกับพระพุทธเจ้า ที่พระองค์ตรัสว่า “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีโศก ที่ใดมีโศก ที่นั่นก็มีภัย ที่ใดไร้รักไร้โศก ที่นั้นก็พ้นโศกพ้นภัย” ฉะนั้นถ้าคุณรักแล้วอยากจะปฏิเสธทกข์ อย่าทำเลย ไม่มีทาง ถ้าคุณมีโศก ก็หมายความว่าคุณยึดติด แล้วจะปฏิเสธความเศร้าที่ตามมา ไม่มีทาง ใครทุกคนที่เริ่มมีความรัก ขอให้เรียนรู้กติกาของความรักเอาไว้เลยว่า ความรักมีความทุกข์เป็นของแถม เหมือนกับเราหยิบเหรียญกษาปณ์ขึ้นมา 1 เหรียญ ถ้าด้านปรากฎต่อเราคือด้านหัว ด้านตรงข้ามก็คือด้านก้อย เช่นเดียวกันเมื่อเรายกหน้ามือขึ้นมาพินิจ หลังมือก็ติดมาพร้อมๆ กันนั่นแหละ ความรักกับความทุกข์จึงเป็นของคู่กันมาตั้งแต่ต้นจนจบ แต่การที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นก็เพราะเขายังถูกความรักบังตา เช่นเดียวกับในหลวงรัชกาลที่ 6 ทรงพระราชนิพนธ์เอาไว้ว่า “ความรักเหมือนโรคา บันดาลตาให้มืดมน ไม่ยินและไม่ยล อุปสรรคใดใด ความรักเหมือนโคถึก กำลังคึกผิขังไว้ ก็โลดและแล่นไป บ ยอมอยู่ ณ ที่ขัง ถึงแม้จะผูกไว้ ก็โลดไปด้วยกำลัง ยิ่งห้ามก็ยิ่งคลั่ง บ หวนคิดถึงเจ็บกาย” นี้เป็นสัจธรรมที่อยู่ในกวีนิพนธ์

พระพุทธเจ้าก็ตรัสเอาไว้แบบนี้แหละ คนที่มีความรักนั้นมีกำลังนับร้อยเท่านับพันเท่า โลดแล่นโจนทะยานออกไป บางครั้งโจนทะยานออกจากอกพ่ออกแม่เพื่อมาค้นพบภายหลังว่า คนที่รักเราแท้ที่สุดก็คือพ่อคือแม่นั่นเอง ฉะนั้นทุกครั้งที่เราเริ่มต้นมีความรัก สิ่งหนึ่งซึ่งควรมาคู่กันกับการมีความรักก็คือความเข้าใจในธรรมชาติของความรัก ถ้าเราไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่ หรือรักกันมานานตั้งห้าหกปีแล้วสุดท้ายก็เลิกกัน หรือแต่งงานมาสิบปีแล้วสุดท้ายก็เลิกกัน คนที่เจ็บปวดจากความไม่สมหวังในความรักจากการใช้ชีวิตคู่ ควรมองออกไปให้กว้างว่าขาดเขาแล้วเราไม่ตาย เพราะก่อนจะมีเขาเรายังอยู่มาได้ เมื่อย้อนกลับไปไม่มีเขาอีกครั้งหนึ่ง เราก็กลับไปยืนอยู่ ณ จุดเดิม ก็ต้องอยู่ต่อไปให้ได้ แล้วอย่าทำร้ายชีวิต อย่าทำร้ายตัวเอง แต่ให้มองว่าการที่เราเกิดเป็นคนแล้ว ไม่ได้ทุกอย่างดังใจหวังนั้น เป็นบทเรียนอีกขึ้นหนึ่งของชีวิต เป็นบันไดขั้นหนึ่งของชีวิตที่ต้องก้าวขึ้นไปเรื่อยๆ

” ในชีวิตของมนุษย์เรามีบทเรียนอยู่สองบทเรียน หนึ่ง บทเรียนที่ยาก และสอง บทเรียนที่ง่าย บทเรียนที่ง่ายก็คือทำอะไรก็สมหวังไปเสียทุกอย่าง แต่พอสมหวังไปเสียทุกอย่าง มนุษย์มักจะหลงตัวเอง พอหลงตัวเอง นั่นคือ ต้นทางของความผิดพลาด ”

บทเรียนที่ยากมักจะช่วยขัดเกลาฝึกปรือเราให้เข้มแข็ง เหมือนคนบางคนที่เกิดมายากจนจึงเรียนรู้ที่จะต่อสู้ และเมื่อพยายามต่อสู้ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จกลายเป็นคนมั่งคั่งพรั่งพร้อมได้ คนจำนวนมากที่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้แล้วกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของโลกนั้นเพราะเขาไม่ปฎิเสธบทเรียนที่ยาก แต่กลับถือว่าเป็นบทเรียนที่เปรียบเสมือนหินลองทอง หรือเปรียบเสมือนหินลับมีด หรือบางทีเปรียบเสมือนกระดาษทรายที่ทำหน้าที่ขัดสีฉวีวรรณให้ชีวิตของเราผุดผ่องแวววาวทอประกายเจิดจรัสงดงามยิ่งขึ้น

ฉะนั้นการที่เราล้มเหลวในเรื่องความรัก ในเรื่องชีวิตคู่ ขอให้ถือว่าความล้มเหลวนั่นแหละคือบทเรียนแสนยากที่เป็นบันไดขั้นหนึ่งซึ่งเราต้องก้าวข้ามไป พอเราก้าวข้ามไปได้ ชีวิตของเราก็จะมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผู้รู้ท่านหนึ่งบอกว่าชีวิตที่ไม่ผ่านการต่อสู้เป็นชีวิตที่ไม่ควรค่าแก่การยกย่อง เห็นไหม เรามีหน้าที่สู้ชีวิต มีหน้าที่ก้าวข้ามความยากลำบาก ไม่ได้มีหน้าที่มาจมปลักอยู่กับความยากลำบากแล้วก็ทำร้ายทำลายตัวเอง ทุกครั้งที่เจอบทเรียนแสนยาก บอกตัวเองว่าต้องก้าวข้ามมันไป ไม่ใช่ฝังตัวเองอยู่กับบทเรียนแสนยาก บทเรียนยากๆ ทั้งหลายนั้นเปรียบเสมือนบันได ซึ่งเรามีหน้าที่ต้องก้าวผ่านบันไดเหล่านั้นไป ไม่ใช่ไปนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ตรงบันไดแล้วบอกว่าพอแล้วสำหรับชีวิตฉัน

การทำจิตใจให้สงบในช่วงวิกฤติน้ำท่วม

การทำจิตใจให้สงบในช่วงวิกฤติน้ำท่วมให้เราคิดดัวนี้นะครับ

เกิดมาไม่เป็นทุกข์ นั่นคือเมตตาแล

เกิดมาไม่เลอะเลือน นั่นคือปัญญาแล

เกิดมาไม่หวาดกลัว นั่นคือกล้าหาญแล

เกิดมาอย่างไม่กังวล คือ เมตตาแห่งใจ

เกิดมาอย่างไม่งงงวย คือ ปัญญาแห่งจิตเดิมแท้

เกิดมาอย่างไม่หวั่น คือ ความกล้าหาญแห่งใจ

ตายไปไม่แค้นเคือง นั่นคือมุทิตาแล

ตายไปไม่อับอาย นั่นคือสงบแล

ตายไปไม่อาฆาต นั่นคือสุขคติแล

ตายอย่างไม่โกรธแค้น คือ ความปิติแห่งใจ

ตายอย่างไม่ขุ่นข้องหมองใจ คือ ความสุขแห่งใจ

ตายอย่างไม่ละอาย คือ ความสงบแห่งใจ

ทกข์แต่ไม่โลภ คือ ความพอเพียงแห่งใจ

ทุกข์แต่ไม่เสาะแสวงหาอีก คือ ความปรารถนาแห่งใจ

ทุกข์แต่ไม่ริษยา คือ ความกว้างขวางแห่งใจ

ทุกข์ยากไม่โลภ นั่นคือรู้พอแล

ทุกข์ยากไม่ร้องขอ นั่นคือยอมรับแล

ทุกข์ยากไม่อิจฉา นั่นคือใจกว้างแล

สุขแต่ไม่มัวเมา คือ ความเที่ยงตรงแห่งใจ

สุขแต่ไม่วุ่นวาย คือ มารยาทแห่งใจ

สุขแต่ไม่สิ้นเปลือง คือ ความขยันแห่งใจในการทำความดี

สุขสบายเหลิง นั่นคือหมั่นเพียรแล

สุขสบายไม่วุ่นวาย นั่นคือจริยาแล

สุขสบายไม่หลงกาม นั่นคือเที่ยงตรงแล

 

มองคนที่ความดี

ความดีไม่มีขาย… อยากได้ต้องทำเอง

บ่อยครั้งที่เราทำในสิ่งที่เรียกว่า “ความดี” นั้น กลับไม่มีใครมองเห็น

ที่ไม่มีใครมองเห็นนั้น เพราะเรามักคาดหวังว่า การทำความดีนั้น ควรมีสิ่งตอบแทนเสมอ

ในชีวิตจริง สิ่งที่ถูกเรียกว่า “ความดี” นั้น มักจะถูกมองข้ามไป เพราะความดีนั้นถือเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องทำ เป็นกติกาของสังคมที่ต้องอยู่ร่วมกัน

หน้าที่หนึ่งของผมคือ ดูแลคุณแม่อายุ 82 ปี ผมใช้เวลาอยู่กับแม่ พาแม่ไปวัด ไปซื้อของ ไปทานข้าวด้วยกัน และมักรู้เสมอว่าเมื่อไหร่ที่แม่รู้สึกน้อยใจหากผมทำอะไรที่ไม่ถูกใจ ในใจผมได้แต่คิดว่า เราทำดีมาร้อยอย่าง ขัดใจเรื่องเดียวไม่เหลือความดีเลย…

อีกหน้าที่หนึ่งของผมคือ พ่อที่ต้องดูแลลูกสองคน เฝ้าทะนุถนอม เอาใจใส่ดูแล ถึงเวลาที่ต้องลงโทษบ้าง มักจะได้ยินลูกชายผมพูดว่า พ่อไม่รักผม มันเป็นความดีที่มองไม่เห็นเช่นกัน

ผมเคยทำงานในสายงานบริหารทรัพยากรบุคคลมานานกว่า 10 ปี และต้องคลุกคลีกับระบบประเมินผลงานของพนักงานมาไม่น้อย ทั้งการประเมินผลงานรายไตรมาส รายครึ่งปี และรายปี เพื่อการปรับตำแหน่งและขึ้นเงินเดือน

ระบบการประเมินผลงานเป็นระบบที่น่าเชื่อถือ แต่บางทีหัวหน้างานบางคนใช้ระบบประเมินผลงานเพื่อประโยชน์ส่วนตน คนที่เอาใจนาย คนที่ฝากมา คนที่รู้จัก มากกว่าคนที่มีผลงาน ทำความดี

หัวหน้างานบางคน ประเมินผลงานที่ข้อผิดพลาดมากกว่าผลงาน พนักงานที่ทำงานแบบเรื่อยๆ ความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฏ ก็สามารถทำงานแบบเอาตัวรอดไปได้ในแต่ละปี

ตามประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว ความดีนั้น เมื่อทำไปแล้ว มักไม่เห็นผลทันที มันเหมือนกับต้นไม้ที่รอการพิสูจน์ว่า ดอกและผลผลิตที่ออกมานั้น มันมีคุณค่ามากขนาดไหน

ความดี…คือรางวัลที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองเป็นสำคัญ

ความดี…เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เลียนแบบได้ แต่บางครั้งก็ทำยาก

ความดี…เป็นเหมือนเกราะคุ้มกัน เมื่อมีภัย เป็นภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติ

ความดี…เป็นเหมือนสมุดบัญชีธนาคาร ที่เราสะสมไว้ ออกดอกออกผลกับตัวเราเองเมื่อถึงเวลา

ความดี…ไม่เคยสูญสลาย หรือหายไปจากโลกนี้ ถึงแม้ตัวเราเองจะไม่อยู่ในโลกนี้

คนที่คิดดี ทำดี มักจะไม่ความลับคอยปิดบังคนอื่น มีสุขภาพจิตที่ดี

ความดีที่แท้จริง คือ “การปิดทองหลังพระ”…ทำแล้วไม่หวังสิ่งตอบแทน ไม่ต้องการให้ผู้อื่นรู้ ไม่ต้องการโดดเด่น ความดีมักจะอยู่คู่กับความสุภาพ ถ่อมตน

อย่าท้อแท้…และหมดหวัง แต่จงมั่นใจและพิสูจน์ในสิ่งที่ทำ

มองให้เห็นความดีในตัวผู้อื่น และผลของความดีนั้นจะปรากฏในตัวเราเอง

ความดีนั้น…สื่อได้ด้วยความดี

บทความจากอินเตอร์เน็ท

บริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ช่วงนี้มีพี่น้องชาวไทยเราจะนวนมากที่ประสบความเดือดร้อนที่มาจากน้ำท่วมนะครับ ผมจึงอยากที่จะให้ข้อมมูลแก่ทุกๆคนเพื่อที่เราจะได้ช่วยเหลือ บริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในบ้านเรากันนะครับ

จุดรับบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 

จุดขอรับบริจาคข้าวสาร อาหารแห้งและมาร่วมทำถุงยังชีพกับอาสาดุสิต สถานที่ ธนาคารกรุงไทย สำนักงานใหญ่ ฝั่งเพลินจิตเซ็นเตอร์

การเดินทางมายัง ธนาคารกรุงไทย อาคารสุขุมวิท ฝั่งซอย2 ติดเพลินจิตเซนเตอร์ ถ้ามาจาก BTS ลงสถานีเพลินจิต ลงฝั่ง Q House อาคารติดทางรถไฟ

 

แผนที่ ธนาคารกรุงไทย สำนักงานใหญ่

 

จุดรับบริจาคเพิ่มที่ ธ.ไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ (รัชโยธิน) 

ธ.ไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ (รัชโยธิน)

การช่วยบริจาคซื้อถุงยังชีพ(ชุดธารน้ำใจสภากาชาดไทยพระราชทาน)

ถ้าท่านใดสนใจช่วยค่า ข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องอุปโภค -บริโภค เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค

เพื่อรวมเป็น “ชุดธารน้ำใจสภากาชาดไทยพระราชทาน” ท่านสามารถช่วยได้โดย

โอนเงินเข้าบัญชีสภากาชาดไทย
ชื่อบัญชี : สภากาชาดไทย เพื่อการรับ
บริจาคเงินต่างๆ
เลขที่ : 045-2-88000-6
ประเภท : ออมทรัพย์
ธนาคาร : ไทยพาณิชย์
สาขา : สภากาชาดไทย
โดยจุดสำคัญที่สุดเราต้องเน้นว่าต้องการบริจาคเพื่อช่วยค่าถุงยังชีพโดยเฉพาะเราสามารถทำได้โดย

1.หลังจากโอนเงินไปแล้ว
ต้องเขียนระบุใน ใบนำฝากเงิน(Pay In Slip) ว่าโอนเงินจำนวนนี้เพื่อช่วยโครงการชุดธารน้ำใจ
และแฟ็กซ์ใบนำฝากพร้อมเขียนชื่อและที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้แน่นอนของเรา
ไปที่สำนักงานการคลังสภากาชาดไทย
หมายเลข 0-2250-0120

หรือแฟ็กซ์ใบนำฝากพร้อมเขียนชื่อและที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้แน่นอนของเราถึงหัวหน้าฝ่ายการเงิน
สำนักงานการคลัง โทร. 02 256-4068

หมายเหตุ ถ้ามีอะไรติดขัดสามารถติดต่อได้ที่
กองบรรเทาทุกข์ .สภากาชาดไทย

ฝ่ายการเดินบัญชี – 02-2517853-6 เบอร์ต่อ 1310-3

หน่วยงานให้ความช่วยเหลือน้ำท่วมอื่นๆดังนี้

1. กรมอุตุนิยมวิทยา

– เว็บไซต์ www.tmd.go.th
– สายด่วนกรมอุตุนิยมวิทยา โทร. 1182
– สถานีวิทยุกระจายเสียงกรมอุตุนิยมวิทยา กรุงเทพมหานคร (AM 1287 KHz) โทร. 02-383-9003-4, 02-399-4394
– สถานีวิทยุกระจายเสียงกรมอุตุนิยมวิทยา จ.นครราชสีมา (FM 94.25 MHz)โทร. 044-255-252
– สถานีวิทยุกระจายเสียงกรมอุตุนิยมวิทยา จ.พิษณุโลก (FM 104.25 MHz) โทร. 055-284-328-9
– สถานีวิทยุกระจายเสียงกรมอุตุนิยมวิทยา จ.ระยอง (FM 105.25 MHz) โทร. 038-655-075, 038-655-477
– สถานีวิทยุกระจายเสียงกรมอุตุนิยมวิทยา จ.ภูเก็ต (FM 107.25 MHz) โทร. 076-216-549
– สถานีวิทยุกระจายเสียงกรมอุตุนิยมวิทยา จ.ชุมพร (FM 94.25 MHz) โทร. 077-511-421

2. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

– เว็บไซต์ www.disaster.go.th
– โทรศัพท์  02-637-3000

3. รายการเช้าข่าวข้นและอสมท.

เปิดศูนย์รับบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมใหญ่ที่โคราช สามารถนำไปให้ที่อสมท. เช่น อาหารแห้ง,เรือ,ผ้าอนามัย, ไฟฉาย
ที่อยู่ : บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)‎ 63/1 ถนนพระราม 9 เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10320 ไทย 02-2016000 แผนที่ http://variety.mcot.net/9entertain/userfiles/image/mcot_map.jpg

4. สื่อในเครือ “เนชั่น”

เปิดศูนย์รับบริจาคเงิน-สิ่งของช่วยผู้ประสบอุทกภัย ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (18 ต.ค.) โทรศัพท์ 02-338-3333 และ 02 338-3000 กด 3

5. มูลนิธิกลุ่มแสงเทียน

มูลนิธิกลุ่มแสงเทียน รับบริจาคของกินของใช้ เพื่อนำไปช่วยชาวบ้านที่น้ำท่วม โทร 02-465-6165 ได้ทั้งวัน

6. สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

รับบริจาคฉุกเฉินใต้ตึกมาลีนนท์ ต้องการอาหาร นม ไฟฉาย

7. สน.ประชาชน ทีวีไทย

เปิดรับแจ้งข้อมูลน้ำท่วม ร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัย 02-791-1385-7 หรือ people@thaipbs.or.th อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

8. ททบ.5

เปิดรับบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยบัญชีธ.ทหารไทยสาขาสนามเป้าออมทรัพย์ 021-2-69426-9 ชื่อบช.กองทัพบกโดยททบ.ช่วยภัยน้ำท่วม หรือที่สถานี

แผนที่รวมจุดรับบริจาคอื่นๆตามนี้เลยนะครับ http://www.thaiflood.com/map/donate.php


หนังสือ ธรรมนูญชีวิต ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

 

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

หนังสือ ธรรมนูญชีวิต ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) เป็น หนังสือหลักธรรมอันทรงคุณค่า เป็นคู่มือดำเนินชีวิตของชาวพุทธได้เป็นอย่างดี

เป็นหนังสือดีที่ผมอยากจะให้ทุกคนได้อ่านครับ กดโหลดที่รูปหนังสือได้เลยครับ

หนังสือ ธรรมนูญชีวิต

 เนื้อหาในหนังสือ ธรรมนูญชีวิต มีดังนี้
ภาค ๑ วินัยชาวพุทธ
หมวดหนึ่ง วางฐานชีวิตให้มั่น
กฏ ๑ เว้นชั่ว ๑๔ ประการ
ก. เว้นกรรมกิเลส ๔
ข. เว้นอคติ ๔
ค. เว้นอบายมุข ๖

กฏ ๒ เตรีมทุนชีวิต ๒ ด้าน
ก. เลือกสรรคนที่จะเสวนา
ก) รู้ทันมิตรเทียม
ข) รู้ถึงมิตรแท้
ข. จัดสรรทรัพย์ที่หามาได้

กฏ ๓ รักษาความสัมพันธ์ ๖ ทิศ
ก. ทำทุกทิศให้เกษมสันต์
ทิศที่ ๑ บิดามารดา
ทิศที่ ๒ ครูอาจารย์
ทิศที่ ๓ ภรรยา
ทิศที่ ๔ มิตรสหาย
ทิศที่ ๕ คนรับใช้และคนงาน
ทิศที่ ๖ พระสงฆ์
ข. เกื้อกูลกันประสานสังคม
หมวดสอง นำชีวิตให้ถึงจุดหมาย
ก. จุดหมาย ๓ ขั้น
ขั้นที่ ๑ จุดหมายชั้นตาเห็น
ขั้นที่ ๒ จุดหมายชั้นเลยตาเห็น
ขั้นที่ ๓ จุดหมายสูงสุด
ข. จุดหมาย ๓ ด้าน
ด้านที่ี่ ๑ จุดหมายเพื่อตน
ด้านที่ี่ ๒ จุดหมายเพื่อผู้อื่น
ด้านที่ี่ ๓ จุดหมายร่วมกัน
ชาวพุทธชั้นนำ
ภาค ๒ ธรรมนูญชีวิต
หมวดนำ คนกับความเป็นคน
๑. คนเป็นสัตว์ประเสริฐ(สมาชิกในสังกัดมนุษยชาติ)
๒. คนสมบูีณ์แบบ(สมาชิกที่ดีของมนุษยชาติ)

หมวดหนึ่ง คนกับสังคม
๓. คนมีศีลธรรม(สมาชิกในหมู่อารยธรรม)
ก. มีสุจริตทั้งสาม
ข. ประพฤติตามอารยธรรม
ค. อย่างต่ำมีศีล ๕
๔. คนที่มีคุณแก่ส่วนรวม(สมาชิกที่ดีของสังคม)
ก. มีพรหมวิหาร
ข. บำเพ็ญการสงเคราะห์
๕. คนผู้เป็นส่วรร่วมที่ดีของหมู่ชน(สมาชิกที่ดีของชุมชน)
ก. พึ่งตนเองได้
ข. อยู่ร่วมในหมู่ด้วยดี
๖. คนมีส่วนร่วมในการปกครองที่ดี(สมาชิกที่ดีของรัฐ)
ก. รู้หลักอธิปไตย
ข. มีส่วนในการปกครอง
๗. คนผู้นำรัฐ(พระมหากษัตริย์ หรือผู้ปกครองบ้านเมือง)
ก. ทรงทศพิธราชธรรม
ข. บำเพ็ญกรณีย์ของจักรพรรดิ
ค. ประกอบราชสังคหะิ
ง. ละเว้นอคติ

หมวดสอง คนกับสังคม
๘. คนมีชีวิตอยู่อย่างมั่นใจ(ชีวิตที่เลิศล้ำสมบูรณ์)
ก. นำชีวิตสู่จุดหมาย
ข. ภายในทรงพลัง
ค. ตั้งตนบนฐานที่มั่น
๙. คนประสบความสำเร็จ(ชีวิตที่ก้าวหน้าและสำเร็จ)
ก. หลักความเจริญ
ข. หลักความสำเร็จ
ค. หลักเผล็ดโพธิญาณ
๑๐. คนรู้จักทำมาหาเลี้ยงชีพ(ชีวิตที่เป็นหลักฐาน)
ก. ขั้นหาและรักษาสมบัติ
ข. ขั้นแจงจัดสรรทรัพย์
ค. ขั้นจับจ่ายกินใช้
๑๑. คนครองเรือนที่เลิศล้ำ(ชีวิตบ้านที่สมบูรณ์)
ก. มีความสุขสี่ประการ
ข. เป็นชาวบ้านแบบฉบับ
ค. กำกับชีวิตด้วยธรรมสี่
ง. รับผิดชอบชีวิตที่เกี่ยวข้อง
จ. ครองตนเป็นพลเมืองที่ดี
๑๒. คนไม่หลงโลก(ชีวิตที่ไม่ถลำพลาด)
ก. รู้ทันโลกธรรม
ข. ไม่มองข้ามเทวทูต
ค. คำนึงสูตรแห่งชีวิต

หมวดสาม คนกับคน
๑๓. คนร่วมชีวิต(คู่ครองที่ดี)
ก. คู่สร้างคู่สม
ข. คู่ชื่นชมคู่ระกำ
ค. คู่ศีลธรรมคู่ความดี
ง. คู่ถูกหน้าที่ต่อกัน
จ. พ่อบ้านเห็นใจภรรยา
๑๔. คนรับผิดชอบตระกูล(หัวหน้าครอบครัวที่ดี)
ก. รักษาตระกูลให้คงอยู่
ข. บูชาคนที่เหมือนไฟ
ค. ใส่ใจบุตรธิดา
ง. ทำหน้าที่ผู้มาก่อน
จ. เป็นราษฎรที่มีคุณภาพ
๑๖. คนที่จะคบหา(มิตรแท้-มิตรเทียม)
ก. มิตรเทียม
ข. มิตรแท้
ค. มิตรต่อมิตร
๑๗. คนงาน-นายงาน(ลูกจ้าง-นายจ้าง)
ก. นายจ้างพึงบำรุงคนรับใช้และคนงาน
ข. คนรับใช้และคนงานมีน้ำใจช่วยเหลือนาย

หมวดสี่ คนกับมรรคา
๑๘. คนผู้สั่งสอนหรือให้การศึกษา(ครู อาจารย์ หรือผู้แสดงธรรม)
ก. เป็นกัลยาณมิตร
ข. ตั้งใจประสิทธิ์ความรู้ำ
ค. มีลีลาครูครบทั้งสี่ี
ง. มีหลักตรวจสอบสาม
จ. ทำหน้าที่ครูต่อศิษย์
๑๙. คนผู้เล่าเรียนศึกษา(นักเรียน นักศึกษา นักค้นคว้า)
ก. รู้หลักบุพภาคของการศึกษา
ข. มีหลักประกันชีวิตที่พัฒนา
ค. ทำตามหลักเสริมสร้างปัญญา
ง. ศึกษาให้เป็นพหูสูตร
จ. เคารพผู้จุดประทีปปัญญา
๒๐. คนใกล้ชิดศาสนา(อุบาสก อุบาสิกา)
ก. เกื้อกูลพระ
ข. กระทำบุญ
ค. คุ้นพระศาสนา
ง. เป็นอุบาสกอุบาสิกาชั้นนำ
จ. หมั่นสำรวจความก้าวหน้า
๒๑. คนสืบศาสนา(พระภิกษุสงฆ์)
ก. อนุเคราะห์ชาวบ้าน
ข. หมั่นพิจารณาตนเอง
๒๒. คนถึงธรรม(ผู้หมดกิเลส)

หนังสือ คู่มือมนุษย์ โดยท่านพุทธทาสภิกขุ ดาวน์โหลด ฟรี

หนังสือ คู่มือมนุษย์ โดยท่านพุทธทาสภิกขุ ดาวโหลดฟรี

ท่านพุทธทาสภิกขุ

หนังสือคู่มือมนุษย์ โดยท่านพุทธทาสภิกขุ เป็นหนังสือธรรมะที่ได้รับการยอมรับทั้งในเมืองไทย และต่างประเทศว่าเป็นหนังสือที่อธิบายถึงแก่นและสิ่งที่เราควรรู้เกี่ยวกับ ศาสนาพุทธ เป็นหนังสือที่อธิบายตรงไปตรงมาถึงสิ่งที่เป็นศาสนาพุทธ และสิ่งที่ไม่เป็นศาสนาพุทธ และเป็นหนังสือที่ชาวพุทธทุกคนควรจะได้อ่านอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต

สำหรับหนังสือคู่มือมนุษย์ฉบับที่เอามาแนะนำนี้ เป็นฉบับที่ย่อความมาจากฉบับเต็ม ซึ่งผู้ย่อความคือคุณปุ่น จงประเสริฐได้ย่ออามาเฉพาะใจความสำคัญและใช้ภาษาที่อ่านง่ายขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีคำภาษาบาลีมาปนบ้าง แต่ก็มีคำบรรยายประกอบทุกคำครับ

หนังสือ คู่มือมนุษย์ โดยท่านพุทธทาสภิกขุ ภาษาไทย ดาวโหลดฟรีคลิ๊กที่นี่

หนังสือ คู่มือมนุษย์ โดยท่านพุทธทาสภิกขุ ภาษาอังกฤษ ดาวโหลดฟรีคลิ๊กที่นี่ ( Handbook For Mankind English Version)

ใครที่คิดว่ามีประโยชน์กรุณาช่วยส่งลิงค์นี้ไปหาบุคคลที่ท่านรักด้วยนะครับ

อริยสัจ 4 โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

อริยสัจ 4 มีความจริงอยู่ 4 ประการคือ การมีอยู่ของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และ หนทางไปสู่ความดับทุกข์ ความจริงเหล่านี้เรียกว่า อริยสัจ 4

 

1. ทุกข์ คือ การมีอยู่ของทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ และตายล้วนเป็นทุกข์ ความเศร้าโศก ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความวิตกกังวล ความกลัวและความผิดหวังล้วนเป็น ทุกข์ การพลัดพรากจากของที่รักก็เป็นทุกข์ ความเกลียดก็เป็นทุกข์ ความอยาก ความยึดมั่นถือมั่น ความยึดติดในขันธ์ทั้ง 5 ล้วนเป็นทุกข์

2. สมุทัย คือ เหตุแห่งทุกข์ เพราะอวิชา ผู้คนจึงไม่สามารถเห็นความจริงของชีวิต พวกเขาตกอยู่ในเปลวเพลิงแห่งตัณหา ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความเศร้าโศก ความวิตกกังวล ความกลัว และความผิดหวัง

3. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ การเข้าใจความจริงของชีวิตนำไปสู่การดับความเศร้า โศกทั้งมวล อันยังให้เกิดความสงบและความเบิกบาน

4. มรรค คือ หนทางนำไปสู่ความดับทุกข์ อันได้แก่ อริยมรรค 8 ซึ่งได้รับการหล่อ เลี้ยงด้วยการดำรงชีวิตอย่างมีสติความมีสตินำไปสู่สมาธิและปัญญาซึ่งจะปลดปล่อย ให้พ้นจากความทุกข์และความโศกเศร้าทั้งมวลอันจะนำไปสู่ความศานติและ ความเบิกบาน พระพุทธองค์ได้ทรงเมตตานำทางพวกเราไปตามหนทางแห่งความรู้แจ้งนี้

 อริยสัจ 4 โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำซึ่งได้กล่าวเพิ่มเติมมีดังนี้

1) สำหรับการที่เราเจริญพระกรรมฐานก็ต้องใคร่ครวญอยู่เสมอว่า เราเจริญพระกรรมฐานเพื่อต้องการความรู้เป็นเครื่องพ้นจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย

เพราะความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความเจ็บ ความตายเป็นทุกข์

ถ้าเรายังต้องเกิดแก่เจ็บตายอยู่อย่างนี้ เราก็มีแต่ความทุกข์ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะ

การเจริญสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน เราทำเพื่อสิ้นความเกิด

เพราะเราไม่ต้องการความทุกข์ต่อไป

จงพิจารณาหาทุกข์ให้พบในอริยสัจ

2) ให้พิจารณาเห็นว่า ทุกข์ทั้งหมดที่ได้รับเป็นประจำไม่ว่างเว้นนี้ เกิดมีขึ้นได้เพราะอาศัย ตัณหา ความทะยานอยาก 3 ประการ คือ

  • อยากมีในสิ่งที่ไม่เคยมี
  • อยากเป็นในสิ่งที่ไม่เคยเป็น
  • อยากปฏิเสธในเมื่อความสลายตัวเกิดขึ้น ไม่อยากให้สลายตัว

เจ้าความอยากทั้ง 3 นี้แหละ เป็นผู้สร้างความทุกข์ขึ้นมา ทุกข์นี้จะสิ้นไปได้ก็เพราะเข้าถึงจุดความดับ คือ นิโรธ เสียได้

จุดดับนั้นท่านวางมาตราฐานไว้ 3 ประการ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

ที่ท่านเรียกว่า มรรค 8 ย่อมรรค 8 ลงเหลือ 3 คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นี้

เพราะ อาศัยศีลบริบูรณ์ สมาธิเป็นฌาน ปัญญารู้เท่าทันสภาวะความเป็นจริง

หมดความเมาในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และดับอารมณ์พอใจ ไม่พอใจเสียได้

ตัดอารมณ์พอใจในโลกีย์วิสัยได้

ตัดความกำหนัดยินดีเสียได้ ด้วยปัญญาวิปัสสนาญาณ ชื่อว่าเห็นในอริยสัจ 4

ทำอย่างนี้ คิดอย่างนี้ให้คล่อง

จนจิตครอบงำ ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความเมาในชีวิต เสียได้

ชื่อว่าท่านได้ วิปัสสนาญาณ 9 และอริยสัจ 4

แต่อย่าเพิ่งพอ หรือคิดว่าดีแล้ว ต้องฝึกฝนพิจารณาเรื่อยไป

จนตัดสังโยชน์ ทั้ง 10 ประการได้แล้ว นั่นแหละ ชื่อว่าเอาตัวรอดได้แล้ว

3) เราเกิดมาเพื่อประสบกับความทุกข์ คนที่เกิดมาแล้วทุกคนจะไม่มีทุกข์เป็นไม่มี

ถ้าหากว่าเรายังยึดถือว่า ร่างกายเป็นของเรา ทรัพย์สินเป็นของเรา

ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงเป็นของเรา อารมณ์ทุกข์มันก็เกิด เกิดเพราะว่าเราเกาะ ที่เรียกว่า อุปาทาน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โลกธรรม 8 ประการ คือ

มีลาภ ดีใจ ลาภสลายตัวไป เสียใจ มียศดีใจ ยศสลายตัวไป เสียใจ

มีความสุขในกาม ดีใจ ความสุขหมดไป ร้อนใจ

ได้รับคำนินทา เดือดร้อน ได้รับคำสรรเสริญ มีสุข

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแนะนำให้พวกเราใช้อารมณ์คิดอยู่เสมอว่า

ทุกข์นี้เป็นกฎธรรมดาของโลก ทุกอย่างเราทำงานตามหน้าที่

4) แล้วตัวสำคัญที่ร้ายที่สุดที่สร้างความทุกข์ ก็คือ อารมณ์ความรักในกามารมณ์

นี่ตัวสำคัญ เป็นตัวสร้างเหตุร้ายให้เกิดขึ้นกับจิต หรือเป็นเหตุให้เกิดขึ้นกับจิต หรือเป็นเหตุให้เกิดขึ้นกับกาย

อาศัยความรักเป็นสำคัญ ที่เราจะต้องเศร้าโศกเสียใจ เพราะอาศัยของรักพลัดพรากไป ภัยอันตรายจะเกิดขึ้นกับเรา โทสะ ความพยาบาทมันจะเกิดขึ้น จะต้องประทุษร้ายซึ่งกันและกัน ก็เพราะว่าสิ่งที่เรารัก

ความรักที่เนื่องด้วยกามารมณ์ไม่มีสำหรับเราแล้ว มันจะเป็นภัยอันตรายมาจากไหน

จะมีความเศร้าโศกเสียใจมาจากไหน ตอนนี้เป็นอันว่า กิเลสหยาบหมดไป

ที่องค์สมเด็จพระจอมไตรว่า อันนี้เป็น อธิจิตสิกขา

ก็หมายความว่า ต้องทรงอารมณ์ในด้านความรู้สึกอย่างนี้เป็นปกติ

มีความเข้มแข็งพอที่จะไม่ทำลายความดีส่วนนี้ไปจากจิต

มันจะทรงอยู่ได้ทุกขณะจิต ที่ชีวิตเราทรงอยู่ตลอดไป

5) เหตุของความทุกข์จริง ๆ คือ ตัณหา ได้แก่ ความทะยานอยาก

เมื่อเรามีตัณหาขึ้นมาแล้วร่างกายมันจึงมี อารมณ์จิตเรามีตัณหา มันจึงมีร่างกาย

ร่างกายเป็นจุดรับภาระของความทุกข์ทั้งหมด

ขึ้นชื่อว่าทุกข์ทุกอย่างที่เราจะมีขึ้นมาได้ ก็อาศัยร่างกายเป็นสำคัญ

ถ้าเราไม่มีร่างกายเราก็ หมดตัณหา

ถ้าหมดทั้ง 2 อย่าง คือ หมดตัณหาก็ชื่อว่าหมดร่างกาย

ถ้าเราไม่ติดอยู่ในร่างกายก็ชื่อว่าหมดตัณหา

คำว่าไม่ติดในร่างกายก็หมายถึงว่า ไม่ติดอยู่ในร่างกายของเราด้วย และก็ไม่ติดอยู่ในร่างกายของบุคคลอื่นด้วย อารมณ์ไม่ติดอยู่ในวัตถุธาตุใด ๆ ด้วย

โดยยอมรับนับถือกฎของธรรมดา ที่เราเรียกกันว่า วิปัสสนาญาณ ตัวสุดท้าย

การยอมรับนับถือนี้ก็หมายถึง ว่าอารมณ์มัน เฉย

คำว่าอารมณ์เฉย ไม่ได้หมายความว่า อารมณ์ไม่คิดตามที่เขาบอกว่าอารมณ์ว่าง ว่างโดยไม่คิดอะไรเลยนั้น ไม่มีในชีวิตของคน

6) อริยสัจ 4 เขาสอนสองอย่างเท่านั้น

สำหรับอีกสองอย่าง ไม่มีใครเขาสอนหรอก

อย่าง นิโรธะ แปลว่า ดับ อันนี้มันตัวผล ไม่ต้องสอน มันถึงเอง

มรรค คือ ปฏิปทาเข้าถึงความดับทุกข์ มันก็ทรงอยู่แล้ว คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นี่ อริยสัจ เขาตัดสองตัว

(อริยสัจ) คือ ทุกข์ กับสมุทัยเท่านั้น

คาถาแผ่ส่วนกุศล

 คาถาแผ่ส่วนกุศล – คาถาแผ่ส่วนกุศล ทำให้จิตใจงดงาม สงบสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ

 คาถาแผ่ส่วนกุศล

อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่มารดา บิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดา บิดาของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง เม คุรูปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจริยา

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง สัพพะเทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเทวา

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะเปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เปรตทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเวรี

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมีความสุขทั่วหน้ากันเทอญ

คำถวายสังฆทาน

คำถวายสังฆทาน

(เพื่อความสุขความเจริญแก่ตัวท่านเอง)

อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ

โอโณชะยามะ สาธุโน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ภัตตานิ สะปะริวารานิ

ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะฯ

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวาย ซึ่งภัตตาหารกับ ของที่เป็นบริวารทั้งหลายเหล่านี้ แด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับ ซึ่งภัตตาหารกับของที่เป็นบริวารทั้งหลายเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ

คำถวายสังฆทาน

(อุทิศให้แก่ผู้ตาย)

อิมานิ มะยัง ภันเต มะตะกะภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ

โอโณชะยามะ สาธุโน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ มะตะกะภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ

อัมหากัญเจวะ มาตาปิตุอาทีนัญจะ ญาตะกานัง กาละกะตานัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะฯ

ข้าแต่พระสงฆ์ที่เจริญ ข้าเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายซึ่งมะตะกะภัตตาหารกับของที่เป็นบริวารทั้งหลายเหล่านี้ แด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์ ขอพรนะสงฆ์จงรับซึ่งมะตะกะภัตตาหารกับของที่เป็นบริวารทั้งหลายเหล่านี้ เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย แก่ญาติของข้าพเจ้าทั้งหลายมีบิดา มารดาเป็นต้น ผู้ทำกาลล่วงลับไปแล้วด้วย สิ้นกาลนานเทอญ