Posts Tagged ‘ธรรมะในชีวิตประจำวัน’

การผ่าตัดอารมณ์

คงจะต้องมีเรื่องมากมายมาเล่าเกี่ยวกับเรื่องของอารมณ์ ครั้งก่อนผมได้เขียนถึงการบายพาสเส้นทางของอารมณ์มาแล้ว ในครั้งนี้อยากจะเขียนถึงเรื่องของอารมณ์ในอีกประเด็นหนึ่ง นั่นก็คือเรื่องของ “การผ่าตัดทางอารมณ์” ด้วยเหตุที่ผมเป็นหมอผ่าตัด เมื่อมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการผ่าๆ ตัดๆ ก็ย่อมเป็นที่สนใจของผมเสมอ…..ทั้งนี้ไม่ยกเว้นแม้แต่เรื่องของอารมณ์ และแม้จะเป็นศัพท์ที่ดูจะดุเดือดไปสักหน่อยก็คิดว่าการใช้คำว่า “การผ่าตัดทางอารมณ์” จะสามารถสื่อความหมายและให้ความเข้าใจกับคนสมัยใหม่ได้ดีพอสมควร อย่างไรก็ตามในความหมายของคำว่า “ผ่าตัดทางอารมณ์” ที่ว่านี้ออกจะไม่เหมือนกับความหมายของการผ่าตัดที่คนทั่วไปเข้าใจเสียทีเดียว เช่นการผ่าตัดเอาเนื้องอกออกหรือการผ่าตัดเพื่อเย็บซ่อมอวัยวะที่ชำรุดจากโรคหรืออุบัติเหตุ แต่การผ่าตัดทางอารมณ์ดูๆ ไปจะเหมือนกับการผ่า (อารมณ์) และ “แบะ” ออกเฉยๆ มากกว่า หรือจะใช้เป็นคำว่า “ตัดผ่าน” (อารมณ์) ก็พอได้เป็นแบบ Emotionotomy มากกว่าที่จะเป็นแบบ Emotionectomy คือในความหมายของการผ่าตัดทางอารมณ์ที่ว่านี้ผมนำพื้นความคิดมาจากเทคนิคหนึ่งในสามของสถาบัน HeartMath ซึ่งได้เกริ่นถึงมาบ้างแล้วในบทความครั้งก่อนๆ นั่นก็คือเทคนิค CUT-THRU ซึ่งคำว่า “CUT-THRU” นั้นมีความหมายถึง Cut through the Emotion คือการตัดผ่านอารมณ์นั่นเอง

การรักษาศีล

การรักษาศีล….คือการรักษาศีลธรรม ที่ต้องทำกันให้เป็นปกติ ศีลนั้นมีหลายระดับตั้งแต่ ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 และศีล 227 ซึ่งการรักษาศีลเป็นการเพียรพยายามเพื่อระงับโทษทางกายและวาจา เป็นการบำเพ็ญบุญบารมีทีสูงขึ้นกว่าการให้ทานซึ่งการถือศีลก็ยังได้บุญมากน้อยต่างกันไปตามลำดับของศีลดังนี้ การให้อภัยทาน แม้จะมากถึง 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถือศีล 5 แม้จะได้ถือเพียงครั้งเดียวก็ตาม การถือศีล 5 แม้จะมากถึง 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถือศีล 8 แม้จะถือเพียงครั้งเดียวก็ตาม การถือศีล 8 แม้จะมากถึง 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถือศีล 10 คือการบวชเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนาแม้จะบวชมาได้แต่เพียงวันเดียวก็ตาม การบวชเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา แล้วรักษาศีล 10 ไม่ให้ขาด ไม่ด่างพร้อย แม้จะนานถึง 100 ปี ก็ยังได้บุญน้อยกว่าผู้ที่ได้อุปสมบทเป็นพระในพระพุทธศาสนามีศีลปาฏิโมกข์สังวร 227 แม้จะบวชมาได้เพียงวันเดียวก็ตาม

ความท้อแท้ อย่านำมาขังใจให้เกิดทุกข์

“เราต้องรู้จักเรียนรู้ ความทุกข์ สนุกที่จะยกมันออกจากใจ และ ถ่ายเทมันออกไปจากชีวิต”   คนเราทุกวันนี้ใช้ชีวิตกันหนักขึ้น หนักในที่นี้ไม่ได้หมายความแค่ต้องเรียนหนัก หรือว่าทำงานหนัก อาจจะรวมไปถึงการอยู่ร่วมกับคนในสังคม การร่วมใช้ความรักกับคนรัก หรือไม่ก็เรื่องเที่ยวเตร่สรวลเสเฮฮาด้วยก็ได้ พอคนเราเอาชีวิตไปใช้กับอะไรหนักๆ แบบนั้นแล้ว เมื่อหันหนักมากขึ้นเรื่อยๆ เราจะเริ่มสัมผัสได้ถึงความเหนื่อย ความอ่อนล้า ความท้อแท้ใจ เหนื่อยมากๆเข้า สักพักมันก็กลายเป็นความทุกข์ ทุกข์ที่ถูกสะสมเลยทำให้เรารู้สึกหวั่นไหว ใจเลยคว้างไม่มีหลักยึด และไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง เรียนหนักก็ทุกข์ ทำงานหนักก็ทุกข์ มีความรักก้อยังทุกข์ อยู่กับคนหมู่มากยิ่งเป็นทุกข์ เที่ยวกลางคืนที่ดูเหมือนจะสนุก สุดท้ายแล้วบางทีต้องเก็บความทุกข์กลับบ้านไปด้วย นี่ยิ่งทุกข์เข้าไปใหญ่ เลยขออนุญาตหยิบเอาคำพูดดีๆ จากแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ในหนังสือก้าวแห่งอย่างแห่งปัญญามาบอกเล่าต่อ เพื่อจุดประกายความคิดให้กับคนที่กำลังเป็นทุกข์ ได้มองเห็นความจริงอะไรบางอย่าง แม่ชีศันสนีย์ กล่าวว่า… ทุกข์มีไว้ให้เห็น ทุกข์ไม่มีไว้ให้เป็น คนส่วนมากมักจะ “เป็น” ทุกข์ มีเพียงส่วนน้อยที่จะ “เห็น” ทุกข์

การเจริญสติแบบง่ายๆในชีวิตประจำวัน

การ เจริญสตินี้ต้องทำมากๆ ทำบ่อยๆ นั่งทำก็ได้ นอนทำก็ได้ ขึ้นรถลงเรือทำได้ทั้งนั้น เวลาเรานั่งรถเมล์ นั่งรถยนต์ก็ตาม เราเอามือวางไว้บนขา พลิกขึ้นคว่ำลงก็ได้ หรือเราไม่อยากพลิกขึ้นคว่ำลง เราเพียงเอานิ้วมือสัมผัสนิ้วอย่างนี้ก็ได้ สัมผัสอย่างนี้ให้มีความตื่นตัว ทำช้าๆ หรือจะกำมือเหยียดมืออย่างนี้ก็ได้ ไปไหนมาไหนทำเล่นๆ ไป ทำมือเดียว อย่าทำพร้อมกันสองมือ ทำมือขวา มือซ้ายไม่ต้องทำ ทำมือซ้าย มือขวาไม่ต้องทำ เรา ทำการทำงานอะไรให้มีความรู้สึกตัว เช่น เราเป็นครูสอนหนังสือ เวลาเราจับดินสอเอามาเขียนหนังสือ เรามีความรู้สึกตัว เขียนหนังสือไปแล้วเราก็รู้ อันนี้เป็นการเจริญสติแบบธรรมดาๆ เป็นการศึกษาธรรมะกับธรรมชาติ เวลาเราทานอาหาร เราเอาช้อนเราไปตักเอาข้าวเข้ามาในปากเรา เรามีความรู้สึกตัว ในขณะที่เราเคี้ยวข้าว เรามีความรู้สึกตัวว่ากลืนข้าวเข้าไปในลำคอไปในท้อง เรามีความรู้สึกตัว อันนี้เป็นการเจริญสติ คำ ว่า “ให้ทำอยู่ตลอดเวลานั้น” (คือ) เราทำความรู้สึกตัว ซักผ้า ถูบ้าน กวาดบ้าน ล้างถ้วยล้างจาน เขียนหนังสือหรือซื้อขายก็ได้ เพียงเรามีความรู้สึกเท่านั้น แต่ความรู้สึกอันนี้แหละมันจะสะสมเอาไว้ทีละเล็กละน้ อย เหมือนกับเราที่มีขันหรือมีโอ่งน้ำ ฝนตกลงมา ตกทีละนิด […]

อยู่อย่างพอเพียง

ปัจจุบันนี้ คำว่า “พอเพียง” เป็นคำที่คุ้นหูมาก พูดกันบ่อยๆ แต่จะเข้าใจกันมากน้อยแค่ ไหนนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง บางคนคิดว่า พอเพียง คือ ต้องมีน้อยๆ มีมากไม่ได้ อยู่สบายๆ ไม่ได้ ต้องลำบากขัดสน ถึงจะเรียกว่า “พอเพียง” หรือถ้ามีมาก ก็ต้องมาแจกจ่ายให้คน ไม่มี หรือคนไม่มีก็ต้องคอยรับจากผู้ที่มีมากกว่า ที่จริงนั้นไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย “พอเพียง” ก็คือสันโดษ พอเพียงตามมีตามได้ พอเพียงตามกำลัง พอเพียงตามสมควร แก่กรรมที่ทำไว้แล้ว เพราะว่าชีวิตใครจะเป็นอย่างไร ก็เพราะกรรมที่ทำให้เกิดมาเป็นคน นี้ และได้รับผลของกรรมตามที่ทำไว้เอง บางคนก็ร่ำรวยมหาศาล ก็อยู่อย่างพอเพียงได้ คือ พอใจและเป็นสุขตามที่มี ไม่ต้องการให้ยิ่งไปกว่าที่มี บางคนที่ลำบากยากจน ก็พอ ใจและเป็นสุขตามสภาพของตน ทำงานหาเลี้ยงชีพเต็มกำลังความสามารถที่มีอยู่ ก็เป็น สุขได้ แต่ที่จะมีความสุขในทุกสถานการณ์ได้นั้น ก็ต้องเป็นผู้มีปัญญา เข้าใจสภาพธรรมตาม ความเป็นจริงว่า ทุกอย่างเป็นธรรม เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยที่ได้กระทำไว้แล้ว ไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจน ก็ล้วนแต่เป็นธรรม ที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตนและการที่จะเป็นผู้ปัญญานั้น ก็ไม่ใช่อยู่เฉยๆ ก็จะมีปัญญา ต้องศึกษาพระธรรมคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงไว้โดยละเอียดจนเกิดความเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริง ซึ่งปัญญานี้มีค่าที่ประมาณไม่ได้ เพราะไม่ได้เกิดขึ้นได้โดยง่ายเลย จะไปหาซื้อด้วยทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาลอย่างใด ก็ไม่ได้ เพราะต้องสะสมเองด้วยศรัทธา วิริยะ ขันติ และเคยสะสมบุญไว้ในปางก่อนด้วย

การทำจิตใจให้สงบในช่วงวิกฤติน้ำท่วม

การทำจิตใจให้สงบในช่วงวิกฤติน้ำท่วมให้เราคิดดัวนี้นะครับ เกิดมาไม่เป็นทุกข์ นั่นคือเมตตาแล เกิดมาไม่เลอะเลือน นั่นคือปัญญาแล เกิดมาไม่หวาดกลัว นั่นคือกล้าหาญแล เกิดมาอย่างไม่กังวล คือ เมตตาแห่งใจ เกิดมาอย่างไม่งงงวย คือ ปัญญาแห่งจิตเดิมแท้ เกิดมาอย่างไม่หวั่น คือ ความกล้าหาญแห่งใจ ตายไปไม่แค้นเคือง นั่นคือมุทิตาแล ตายไปไม่อับอาย นั่นคือสงบแล ตายไปไม่อาฆาต นั่นคือสุขคติแล ตายอย่างไม่โกรธแค้น คือ ความปิติแห่งใจ ตายอย่างไม่ขุ่นข้องหมองใจ คือ ความสุขแห่งใจ ตายอย่างไม่ละอาย คือ ความสงบแห่งใจ ทกข์แต่ไม่โลภ คือ ความพอเพียงแห่งใจ ทุกข์แต่ไม่เสาะแสวงหาอีก คือ ความปรารถนาแห่งใจ ทุกข์แต่ไม่ริษยา คือ ความกว้างขวางแห่งใจ ทุกข์ยากไม่โลภ นั่นคือรู้พอแล ทุกข์ยากไม่ร้องขอ นั่นคือยอมรับแล ทุกข์ยากไม่อิจฉา นั่นคือใจกว้างแล สุขแต่ไม่มัวเมา คือ ความเที่ยงตรงแห่งใจ สุขแต่ไม่วุ่นวาย คือ มารยาทแห่งใจ สุขแต่ไม่สิ้นเปลือง คือ ความขยันแห่งใจในการทำความดี […]

มองคนที่ความดี

ความดีไม่มีขาย… อยากได้ต้องทำเอง บ่อยครั้งที่เราทำในสิ่งที่เรียกว่า “ความดี” นั้น กลับไม่มีใครมองเห็น ที่ไม่มีใครมองเห็นนั้น เพราะเรามักคาดหวังว่า การทำความดีนั้น ควรมีสิ่งตอบแทนเสมอ ในชีวิตจริง สิ่งที่ถูกเรียกว่า “ความดี” นั้น มักจะถูกมองข้ามไป เพราะความดีนั้นถือเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องทำ เป็นกติกาของสังคมที่ต้องอยู่ร่วมกัน หน้าที่หนึ่งของผมคือ ดูแลคุณแม่อายุ 82 ปี ผมใช้เวลาอยู่กับแม่ พาแม่ไปวัด ไปซื้อของ ไปทานข้าวด้วยกัน และมักรู้เสมอว่าเมื่อไหร่ที่แม่รู้สึกน้อยใจหากผมทำอะไรที่ไม่ถูกใจ ในใจผมได้แต่คิดว่า เราทำดีมาร้อยอย่าง ขัดใจเรื่องเดียวไม่เหลือความดีเลย… อีกหน้าที่หนึ่งของผมคือ พ่อที่ต้องดูแลลูกสองคน เฝ้าทะนุถนอม เอาใจใส่ดูแล ถึงเวลาที่ต้องลงโทษบ้าง มักจะได้ยินลูกชายผมพูดว่า พ่อไม่รักผม มันเป็นความดีที่มองไม่เห็นเช่นกัน ผมเคยทำงานในสายงานบริหารทรัพยากรบุคคลมานานกว่า 10 ปี และต้องคลุกคลีกับระบบประเมินผลงานของพนักงานมาไม่น้อย ทั้งการประเมินผลงานรายไตรมาส รายครึ่งปี และรายปี เพื่อการปรับตำแหน่งและขึ้นเงินเดือน ระบบการประเมินผลงานเป็นระบบที่น่าเชื่อถือ แต่บางทีหัวหน้างานบางคนใช้ระบบประเมินผลงานเพื่อประโยชน์ส่วนตน คนที่เอาใจนาย คนที่ฝากมา คนที่รู้จัก มากกว่าคนที่มีผลงาน ทำความดี หัวหน้างานบางคน ประเมินผลงานที่ข้อผิดพลาดมากกว่าผลงาน พนักงานที่ทำงานแบบเรื่อยๆ […]

เปลี่ยนทัศนคติ ชีวิตเปลี่ยน

มีคำพูดที่ว่า “เราเปลี่ยนแปลงโลกไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อโลกได้” นั้นหมายความว่าทัศนะคติของเรานั้นเป็นตัวกำหนดตัวเราเอง เรามาลอง วิธีเปลี่ยนทัศนคติแบบง่าย ๆ ดูนะครับ 1.อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ภูมิใจในสิ่งที่คุณเป็นสิ่งที่คุณมี เพราะจะทำให้ คุณมีความสุข   2.อย่าให้ความกังวลมาจำกัดความคิดของคุณ อยากทำอะไรก็ทำ รู้สึกถึงความโล่งใจที่คุณทำลงไป   3.อย่ามัวแต่ฝัน ถ้าฝันอยากทำอะไร ก็ลงมือทำซะ  ไม่มีใครสมหวังโดยปราศจาคการกระทำ   4.กล้าเสี่ยงในการกระทำที่ถูกต้องไม่เบียดเบียนคนอื่น ถ้าคุณไม่กล้าทำอะไร ก็ลองเสี่ยงอะไรในเรื่องเล็กดูก่อน แค่สร้างความเชื่อมั่นตัวเองสักครั้ง   5.ไม่คิดในแง่ลบและตีตนไปก่อนใข้ คนเรามักจะคิดในแง่ลบโดยธรรมชาติซึ่งถ้าปล่อยให้ความคิดในแง่ลบครอบงำ การกระทำที่ตามมาจะเป็นไปในทางที่ไมีดี ถ้าเราคิดในแง่บวก คิดแต่สิ่งที่ดีจะทำให้เรามีกำลังใจและทำดีต่อไปมากขึ้น และชีวิตของคุณก็จะเป็นสุข  

ใจสงบ กายย่อมสงบ

มีพุทธภาษิตที่กล่าวไว้แปลความว่า “สมณะภายนอกไม่มี, สังขารเที่ยงไม่มี, ความหวั่นไหวของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มี, เหมือนรอยเท้าไม่มีในอากาศ” สมณะภายนอกไม่มี คือรูปกายพร้อมเครื่องแต่งกายของบุรุษ หาใช่ว่าบุรุษเป็นสมณไม่ สมณะต้องเป็นจากภายใน ภายนอกจะเป็นเช่นไรก็ตาม ถ้าภายในมีความเป็นสมณะ นั่นก็เรียกว่าเป็นสมณะได้ สมณะหมายถึง สงบ คือใจสงบ ถ้าใจสงบจริง การแสดง ออกทางกายย่อมสงบด้วย ความสงบนั้นหาเกิดจากอะไรอื่นได้ไม่ ต้องเกิดแต่ความเบา บางของกิเลสเท่านั้น กิเลสหนา กิเลสมาก ใจย่อม ไม่สงบ ย่อมร้อน ย่อมวุ่น ย่อม กระสับกระส่าย การแสดงออกทางกายทางวาจาก็ย่อมเป็นเช่นเดียวกับใจ คือย่อมเป็นไปอย่างร้อน อย่างวุ่น กระสับกระส่าย ก่อความวุ่นวาย เดือดร้อนให้แก่ผู้เกี่ยวข้อง เป็นการเบียดเบียนผู้อื่น และก็เบียดเบียนตนเองด้วย อันผู้เบียดเบียนหาใช่สมณะไม่ การที่คนใดคนหนึ่งจะปลงผมห่มฝาดถือบาตร แต่ภายในไม่สงบ ไม่เป็นสมณะ คนใดนั้นหาใช่สมณะไม่ แต่แม้คนใดคนหนึ่งจะมิได้ปลงผมห่มเหลืองถือบาตร แต่ภายในของคนนั้นสงบ เป็น สมณะ คนนั้นก็เป็นสมณะ ดังพุทธภาษิตที่ว่าสมณะภายนอกไม่มีนั่นแล สังขารเที่ยงไม่มี สังขารคือความคิดปรุง ปรุงคิดจึงน่าจะเห็นกันอยู่แล้วว่าหาเป็นสิ่งเที่ยงไม่ อันความคิด นั้นก็เห็นกันอยู่ว่าไม่เคยไม่เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวเป็นอย่างนั้นเดี๋ยวเป็นอย่างนี้ […]