Posts Tagged ‘ธรรมะ’

ธรรมะกับความรัก

สำหรับบุคคลทั่วไป ที่ยังเรียกตัวเองว่าเป็น “คน”นั้น ย่อมเป็นผู้ที่ยังมีความวุ่นวายในใจอยู่นั่นเอง ดังนั้นไม่ว่าจะทำอะไรก็จะก่อให้เกิดปัญหา และเกิดความวุ่นวายอยู่ร่ำไป เรามักจะเคยได้ยิน พุทธดำรัสที่ว่า ” ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ ” เพราะเหตุใดจึงตรัสเช่นนั้น ก็เนื่องจากว่า การที่เรามีความรัก อะไรก็ดูสวยงามไปหมด ณ เวลานั้น ความสุขย่อมก่อเกิดแก่เรา แต่ในวันที่เราผิดหวัง หรือความรักเริ่มจืดจางลงไป ความทุกข์ก็เริ่มคืบคลานเข้ามาแทนที่ความสุข ดังนั้นเราจึงต้องมาเรียนรู้ว่า การมีความรักอย่างไร จึงจะก่อให้เกิดความสุขแก่เราได้ แล้วทุกท่านคิดว่า มีวิธีใดบ้างที่สามารถทำให้เรามีความรักอย่างยั่งยืนได้บ้าง นอกจากการหันมาพึ่งทางธรรม แต่หลายคนมักคิดว่า ” ธรรมะ ” เป็นเรื่องของคนแก่ หรือผู้สูงอายุที่ต้องเข้ามาเรียนรู้ หรือใส่ใจ ถ้าวัยรุ่น คนหนุ่มสาวคนใด หลงเข้ามาสนใจในธรรม มักจะถูกมองว่าเป็นคนคร่ำครึ ล้าหลัง หรือเป็นคนไม่ทันสมัย หัวโบราณบ้าง แต่ที่จริงแล้ว ” ธรรมะให้อะไรกับเรามากมาย ” และไม่ว่าจะเป็นเด็ก คนหนุ่มสาวหรือผู้สูงอายุ ทุกชนชั้น ย่อมสามารถได้รับความสุขจากการเข้ามาเรียนรู้หรือปฏิบัติธรรม (ซึ้งในรสพระธรรม) ได้เช่นเดียวกัน เดี๋ยวจะมาเขียนต่อนะค่ะ ตอนนี้หิวข้าวแล้วค่ะ มาต่อกันเลยนะค่ะ […]

การทำจิตใจให้สงบในช่วงวิกฤติน้ำท่วม

การทำจิตใจให้สงบในช่วงวิกฤติน้ำท่วมให้เราคิดดัวนี้นะครับ เกิดมาไม่เป็นทุกข์ นั่นคือเมตตาแล เกิดมาไม่เลอะเลือน นั่นคือปัญญาแล เกิดมาไม่หวาดกลัว นั่นคือกล้าหาญแล เกิดมาอย่างไม่กังวล คือ เมตตาแห่งใจ เกิดมาอย่างไม่งงงวย คือ ปัญญาแห่งจิตเดิมแท้ เกิดมาอย่างไม่หวั่น คือ ความกล้าหาญแห่งใจ ตายไปไม่แค้นเคือง นั่นคือมุทิตาแล ตายไปไม่อับอาย นั่นคือสงบแล ตายไปไม่อาฆาต นั่นคือสุขคติแล ตายอย่างไม่โกรธแค้น คือ ความปิติแห่งใจ ตายอย่างไม่ขุ่นข้องหมองใจ คือ ความสุขแห่งใจ ตายอย่างไม่ละอาย คือ ความสงบแห่งใจ ทกข์แต่ไม่โลภ คือ ความพอเพียงแห่งใจ ทุกข์แต่ไม่เสาะแสวงหาอีก คือ ความปรารถนาแห่งใจ ทุกข์แต่ไม่ริษยา คือ ความกว้างขวางแห่งใจ ทุกข์ยากไม่โลภ นั่นคือรู้พอแล ทุกข์ยากไม่ร้องขอ นั่นคือยอมรับแล ทุกข์ยากไม่อิจฉา นั่นคือใจกว้างแล สุขแต่ไม่มัวเมา คือ ความเที่ยงตรงแห่งใจ สุขแต่ไม่วุ่นวาย คือ มารยาทแห่งใจ สุขแต่ไม่สิ้นเปลือง คือ ความขยันแห่งใจในการทำความดี […]

มองคนที่ความดี

ความดีไม่มีขาย… อยากได้ต้องทำเอง บ่อยครั้งที่เราทำในสิ่งที่เรียกว่า “ความดี” นั้น กลับไม่มีใครมองเห็น ที่ไม่มีใครมองเห็นนั้น เพราะเรามักคาดหวังว่า การทำความดีนั้น ควรมีสิ่งตอบแทนเสมอ ในชีวิตจริง สิ่งที่ถูกเรียกว่า “ความดี” นั้น มักจะถูกมองข้ามไป เพราะความดีนั้นถือเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องทำ เป็นกติกาของสังคมที่ต้องอยู่ร่วมกัน หน้าที่หนึ่งของผมคือ ดูแลคุณแม่อายุ 82 ปี ผมใช้เวลาอยู่กับแม่ พาแม่ไปวัด ไปซื้อของ ไปทานข้าวด้วยกัน และมักรู้เสมอว่าเมื่อไหร่ที่แม่รู้สึกน้อยใจหากผมทำอะไรที่ไม่ถูกใจ ในใจผมได้แต่คิดว่า เราทำดีมาร้อยอย่าง ขัดใจเรื่องเดียวไม่เหลือความดีเลย… อีกหน้าที่หนึ่งของผมคือ พ่อที่ต้องดูแลลูกสองคน เฝ้าทะนุถนอม เอาใจใส่ดูแล ถึงเวลาที่ต้องลงโทษบ้าง มักจะได้ยินลูกชายผมพูดว่า พ่อไม่รักผม มันเป็นความดีที่มองไม่เห็นเช่นกัน ผมเคยทำงานในสายงานบริหารทรัพยากรบุคคลมานานกว่า 10 ปี และต้องคลุกคลีกับระบบประเมินผลงานของพนักงานมาไม่น้อย ทั้งการประเมินผลงานรายไตรมาส รายครึ่งปี และรายปี เพื่อการปรับตำแหน่งและขึ้นเงินเดือน ระบบการประเมินผลงานเป็นระบบที่น่าเชื่อถือ แต่บางทีหัวหน้างานบางคนใช้ระบบประเมินผลงานเพื่อประโยชน์ส่วนตน คนที่เอาใจนาย คนที่ฝากมา คนที่รู้จัก มากกว่าคนที่มีผลงาน ทำความดี หัวหน้างานบางคน ประเมินผลงานที่ข้อผิดพลาดมากกว่าผลงาน พนักงานที่ทำงานแบบเรื่อยๆ […]

อริยสัจ 4 โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

อริยสัจ 4 มีความจริงอยู่ 4 ประการคือ การมีอยู่ของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และ หนทางไปสู่ความดับทุกข์ ความจริงเหล่านี้เรียกว่า อริยสัจ 4   1. ทุกข์ คือ การมีอยู่ของทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ และตายล้วนเป็นทุกข์ ความเศร้าโศก ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความวิตกกังวล ความกลัวและความผิดหวังล้วนเป็น ทุกข์ การพลัดพรากจากของที่รักก็เป็นทุกข์ ความเกลียดก็เป็นทุกข์ ความอยาก ความยึดมั่นถือมั่น ความยึดติดในขันธ์ทั้ง 5 ล้วนเป็นทุกข์ 2. สมุทัย คือ เหตุแห่งทุกข์ เพราะอวิชา ผู้คนจึงไม่สามารถเห็นความจริงของชีวิต พวกเขาตกอยู่ในเปลวเพลิงแห่งตัณหา ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความเศร้าโศก ความวิตกกังวล ความกลัว และความผิดหวัง 3. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ การเข้าใจความจริงของชีวิตนำไปสู่การดับความเศร้า โศกทั้งมวล อันยังให้เกิดความสงบและความเบิกบาน 4. มรรค คือ หนทางนำไปสู่ความดับทุกข์ อันได้แก่ […]